Home » นานาสาระ » โรค hpv สาเหตุมะเร็งปากมดลูก ผู้ชายก็เป็นโรคนี้ได้


โรค hpv สาเหตุมะเร็งปากมดลูก ผู้ชายก็เป็นโรคนี้ได้

โรค hpv คืออะไร เป็นโรคที่หลายคนอยากทราบที่มาที่ไป Jamjung.com เห็นว่ามีความสำคัญและบทความที่รวบรวมเกี่ยว โรค hpv นั้นมีประโยชน์ในการศึกษาหาข้อมูลเลยได้ทำการรวบรวม เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ มีความรู้ในการป้องกันและรักษาโรคhpv /// โรค hpv คืออะไร hpv ย่อมาจากคำว่า Human Papilloma Virus , HPV หรือ Human Papilloma Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ ติดต่อกันได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จากการวิจัยพบว่ามีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่จะมีเพียง 30 สายพันธุ์ใหญ่ๆ ที่มักจะตรวจพบบ่อยว่าทำให้เกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ โรคมะเร็ง รวมไปถึงหูดตามผิวหนัง โดยปกติแล้วเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสชนิด นี้แล้วก็จะหายไปเองโดยไม่ต้องรักษา แต่ก็จะมีบางสายพันธุ์ที่ร้ายแรงและอยู่ในร่างกายได้นานจนทำให้เกิดโรค เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นต้น จากการทดสอบพบว่าผู้ชายเป็นพาหะของเชื้อ HPV โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อ HPV และติดต่อไปยังผู้หญิง รวมไปถึงทำให้เกิดโรคกับตัวเองด้วย

หัวข้อเกี่ยวกับโรค hpv

1. โรคhpv คือ

2. อาการของโรค hpv

3. การติดต่อของโรคhpv

4. การป้องกันโรคhpv

5. การรักษาโรคhpv

6. ผู้ชายเป็นโรคhpv ได้หรือไม่

7. การฉีด HPV Vaccine

โรค hpv คือ

Note! โรค hpv สาเหตุมะเร็งปากมดลูก ผู้ชายก็เป็นโรคนนี้ได้

โรค hpv คือ

2. อาการของโรค hpv

อาการของโรค hpv นั้นมีดังนี้  ถ้าได้รับเชื้อ HPV เข้าร่างกาย ประมาณ 2 เดือนถึง 2 ปีหลังจากติดเชื้อ หูดจะปรากฏขึ้นหนึ่งอัน หรือมากกว่า หูดจะมีลักษณะต่างกันไป เช่น สีชมพูสดเหมือนหงอนไก่ หรือดอกกระหล่ำปลี บางครั้งเป็นจุดแข็ง หรือหูดบางชนิดไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หูดจะปรากฏบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก น้อยครั้งที่จะขึ้นที่ปาก บางคนอาจมีอาการคันอวัยวะเพศหญิง หรือเลือดออกทวารหนัก บางครั้งไม่แสดงอาการออกมา ทั้งหญิงและชาย มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัส HPV ได้ โดยที่ไม่อาการแสดงออกของโรค และยังสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ โดยไม่รู้ตัว

โดยทั่วไป เมื่อติดเชื้อ เอชพีวี ผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วย มักไม่มีอาการ และแพทย์มักไม่สามารถตรวจพบเชื้อ และ/หรือความผิดปกติของเซลล์/เนื้อเยื่อที่ติดเชื้อได้ ซึ่งระยะนี้โอกาสที่จะแพร่เชื้อซึ่งก่อให้เกิดการติดต่อมีน้อยเนื่องจากปริมาณเชื้อยังมีน้อยอยู่ เรียกการติดเชื้อระยะนี้ว่า Latent period (ระยะตรวจไม่พบเชื้อ)

เมื่อเชื้อแบ่งตัวมากขึ้น แต่ไม่มากพอที่จะปรากฏให้เห็นเป็นรอยโรคด้วยตาเปล่า ยังเป็นระยะที่ผู้ติดเชื้อยังไม่มีอาการ เป็นระยะที่ตรวจพบเชื้อได้ รวมทั้งสามารถตรวจพบความผิดปกติของเซลล์และเนื้อเยื่อได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ และเป็นระยะที่โรคสามารถติดต่อได้ทางการสัม ผัส เรียกการติดเชื้อระยะนี้ว่า Subclinical HPV infection

เมื่อเชื้อแบ่งตัวเพิ่มปริมาณมากขึ้นอีก และก่อให้เกิดความผิดปกติในเซลล์และในเนื้อเยื่อมากขึ้นจนปรากฏให้เห็นเป็นรอยโรคด้วยตาแปล่า เช่น ก้อนเนื้อหูด หรือก้อนเนื้อที่ปากมดลูก เรียกการติดเชื้อระยะนี้ว่า Clinical HPV infection

ระยะเวลาตั้งแต่ติดเชื้อจนปรากฏเป็นรอยโรคให้เห็นด้วยตาเปล่า (ระยะฟักตัว) จะแตก ต่างกันไป ขึ้นกับว่าเป็นการติดเชื้อสายพันธุ์ไหน เช่น สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูด ระยะฟักตัวจะประมาณตั้งแต่ 2 สัปดาห์ ไปจนถึง 6-8 เดือน ในสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก อาจใช้เวาลานานถึง 10-15 ปี ส่วนในสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งในอวัยวะอื่นๆ เช่น มะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปากและลำคอ ก็เชื่อว่ามีระยะฟักตัวของโรคนานเป็นปี หรือหลายๆปี ขึ้นกับความรุนแรงของแต่ละสายพันธุ์ย่อยที่เป็นสาเหตุเช่นกัน

ทั้งนี้ เมื่อเกิดเป็นรอยโรคให้เห็นแล้ว อาการของผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยก็จะแตกต่างกันไป ขึ้น กับว่าเกิดรอยโรคกับอวัยวะใด เช่น โรคหูดที่ผิวหนัง หรือโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

3. การติดต่อของโรคhpv

การติดต่อของโรคhpv การติดเชื้อเอชพีวี พบได้เป็น 3 ลักษณะ คือ

การติดเชื้อของอวัยวะเพศ รอบปากทวารหนัก และในเซลล์เยื่อเมือก (Anogenital or muco sal HPV)
การติดเชื้อกับผิวหนังที่ไม่ใช่อวัยวะเพศ (Non genital cutaneous HPV)
และการติดเชื้อในโรค Epidermodysplasia verruciformis

- การติดเชื้อของอวัยวะเพศ รอบปากทวารหนัก และในเซลล์เยื่อเมือก (Anoge nital or mucosal HPV) เป็นการติดเชื้อเอชพีวีที่พบได้บ่อย ซึ่งสามารถติดเชื้อได้จาก ทางเพศสัมพันธ์ ทั้งทาง ช่องคลอด ปากมดลูก (การติดเชื้อเอชพีวีในอวัยวะเพศสตรี) ทางทวารหนัก และทางปาก การติดเชื้อผ่านทางมือ (มือสัมผัสกับเชื้ออาจที่อวัยวะเพศ แล้วไปสัมผัสผิว หนังส่วนอื่น หรือ อวัยวะเพศผู้อื่น) การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และการติดเชื้อจากการคลอด

อนึ่ง มีการศึกษาในผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว พบเชื้อเอชพีวีที่ปลายนิ้วได้ 26% พบเชื้อเอชพีวีที่ปลายนิ้วในผู้หญิงที่เป็นคู่นอนได้ 14% และ 10% เมื่อเป็นคู่ที่สัมผัสกันเพียงภายนอก ส่วนในผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์พบเชื้อนี้ที่ปลายนิ้วได้ 1%

การติดเชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์ พบว่า เอชพีวี เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้สูงที่สุด สูงกว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกๆโรค พบว่า ประมาณมากกว่า 50% ของผู้ที่มีเพศ สัมพันธ์จะเคยติดเชื้อนี้อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ มีโอกาสติดเชื้อได้น้อยมากๆ จากทางมือ หรือจากการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน

การติดเชื้อของอวัยวะเพศ รอบปากทวารหนัก และในเซลล์เยื่อเมือก พบมีการติดเชื้อได้ที่อวัยวะเพศภายนอกส่วนผิวหนังทั้งของหญิงและชาย (โรคหูดอวัยวะเพศ) ที่เยื่อเมือกของอวัยวะเพศ ทั้งหญิง เช่น ช่องคลอด ปากมดลูก (อ่านเพิ่มเติมใน การติดเชื้อเอชพีวีอวัยวะเพศหญิง) และชาย (ส่วนหัวของอวัยวะเพศชาย) และผิวหนังรอบปากทวารหนัก (โรคหูด) และเนื้อในบริเวณใกล้เคียงปากทวารหนัก

การติดเชื้อเอชพีวีของเยื่อเมือก ยังพบเกิดได้กับเนื้อเยื่อของช่องปาก และช่องคอ เช่น เพดานอ่อน ลิ้นไก่ และทอนซิล/ต่อมทอนซิล ทั้งนี้มักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

การติดเชื้อทางการคลอด พบได้น้อย จากลูกกลืนน้ำเมือกจากช่องคลอดมารดาช่วงการคลอด และอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจและในกล่องเสียงของทารกได้

ส่วนการติดต่อทางมือ เป็นสาเหตุติดเชื้อได้กับผิวหนังทุกส่วน อวัยวะเพศ และเยื่อเมือก จากสัมผัสนิ้วที่มีเชื้อ

4. การป้องกันโรคhpv

สังเกตุอาการของคู่นอนโดยเฉพาะหญิง อาการเหล่านั้นคือ ตกขาวมากกว่าปกติ ประจำเดือนมาผิดปกติ และมีเลือดออกขณะมีเพศสมัพันธ์ ควรหลีกเลี้ยงออรัล หรือการทำรักด้วยปาก ฝ่ายชายควรป้องกันด้วยการใส่ถุงยางอนามัย

5. การรักษาโรคhpv

การรักษาโรคhpv นั้น ไม่มียาที่สามารถรักษาได้ แต่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ด้วยตัวเอง

6. ผู้ชายเป็นโรคhpv ได้หรือไม่

ส่วนในผู้ชาย สามารถก่อให้เกิดมะเร็งที่องคชาติ และทวารหนัก เป็นต้น แต่ความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ในแง่การเป็นต้นเหตุสำคัญยังไม่ชัดเจน เท่ามะเร็งปากมดลูก คือ ตรวจไม่พบเชื้อ HPV ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งของอวัยวะดังกล่าวทุกคน เช่นเดียวกับในมะเร็งปากมดลูก แต่ทั้งนี้เชื้อ HPV ยังถูกพบว่าหลักฐานความเกี่ยวข้องของ HPV กับมะเร็งในช่องปากและคออีกด้วย (นพ.กมล ภัทราดูลย์ สูติ-นรีแพทย์ด้านมะเร็ง โรงพยาบาลเวชธานี)

7. การฉีด HPV Vaccine

เนื่องจากสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ oncogenic HPV ที่ปากมดลูก เชื้อ HPV สายพันธุ์ที่พบว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมากที่สุดคือ เชื้อ HPV 16 และ HPV 18 ซึ่งเป็นสาเหตุประมาณร้อยละ 70 การฉีด HPV vaccine เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ HPV เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันปากมดลูกจากการติดเชื้อ HPV ได้
ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ HPV Vaccine
ผลการศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ HPV 16/18 vaccine พบว่า HPV 16/18 vaccine มี – ศักยภาพสูงในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
- ความปลอดภัยสูง ไม่พบอาการข้างเคียงชนิดรุนแรง
- ประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อ HPV 16/18 แบบเนิ่นนาน (persistent) และการป้องกันรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อ HPV 16/18
ช่วงอายุที่แนะนำให้ฉีด HPV Vaccine
ประสิทธิภาพของ HPV vaccine จะสูงที่สุดในสตรีที่ยังไม่ติดเชื้อ HPV ดังนั้นจึงควรฉีดวัคซีนก่อนถึงวัยที่จะมีเพศสัมพันธ์หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV และรอยโรคที่จะเกิดตามมา ในปัจจุบัน HPV vaccine มีความปลอดภัย มีศักยภาพการกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูง และมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อ HPV และรอยโรคของอวัยวะเพศสตรี ในสตรีช่วงอายุ 9-26 ปี ส่วนสตรีที่มีอายุมากกว่า 26 ปี ยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ HPV และรอยโรค สำหรับการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นซ้ำ (booster) ยังไม่มีข้อมูลว่าควรฉีดเมื่อไร ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันพบว่าระดับ antibody ยังคงป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้นานอย่างน้อย 5 ปี

การฉีด HPV Vaccine

การฉีด HPV vaccine ให้ฉีด 0.5 มล. เข้ากล้ามเนื้อจำนวน 3 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 1 : ฉีดในวันที่กำหนดเลือก
ครั้งที่ 2 : ฉีดในเดือนที่ 1-2 หลังจากการฉีดครั้งแรก
ครั้งที่ 3 : ฉีดในเดือนที่ 6 หลังจากการฉีดครั้งแรก

ข้อบ่งชี้ในการฉีด HPV Vaccine

1. เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์เดียวกับวัคซีนที่ฉีด
2. เพื่อป้องกันรอยโรคและมะเร็งอวัยวะเพศสตรีที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์เดียวกับ วัคซีนที่ฉีด

ข้อบ่งห้ามของการฉีด HPV Vaccine

1. ผู้ที่มีภาวะ hypersensitivity ต่อสารประกอบในวัคซีน เช่น ยีสต์ และ adjuvants ชนิดต่าง ๆ
2. ผู้ที่มีอาการที่บ่งชี้ว่าเคยมีภาวะ hypersensitivity หลังจากการฉีด HPV vaccine ครั้งแรก
คำแนะนำที่ควรแจ้งให้ทราบก่อนการฉีด HPV Vaccine

ควรอธิบายให้ผู้รับการฉีดวัคซีนเข้าใจดังนี้

1. การฉีด HPV vaccine ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้
2. การฉีด HPV vaccine อาจจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV รอยโรคก่อนมะเร็ง และมะเร็งปากมดลูกได้ทุกราย
3. การฉีด HPV vaccine ไม่สามารถใช้ป้องกันผล Pap smear ผิดปกติ และไม่สามารถใช้รักษารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกได้
4. การฉีด HPV 16/18 vaccine ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อหรือรอยโรคที่เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์อื่นนอกจาก HPV 16/18 ได้
5. การฉีด HPV vaccine ไม่ได้ป้องกันโรคที่เกิดจากสาเหตุอื่นนอกจากเชื้อ HPV เช่น ตกขาวหรือกามโรค ฯลฯ
6. การฉีด HPV vaccine ในสตรีที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ระดับของ antibody อาจจะต่ำกว่าในสตรีทั่วไป
7. หลังจากฉีด HPV vaccine แล้ว ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์แบบสำส่อน ควรมีเพศสัมพันธ์เชิงป้องกันการติดเชื้อ HPV ด้วย
8. ควรฉีดวัคซีนให้ครบ 3 ครั้ง

ผลข้างเคียงของการฉีด HPV Vaccine

โดยทั่วไปการฉีด HPV vaccine มีความปลอดภัยสูง ไม่พบอาการข้างเคียงชนิดรุนแรง อาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้แก่
1. อาการข้างเคียงบริเวณที่ฉีดวัคซีน เช่น ปวด บวม แดง และคัน ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง เป็นอยู่ชั่วคราวและหายไปเอง
2. อาการทั่วไป เช่น ไข้ พบประมาณร้อยละ 10 ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายไปได้เอง อาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย และผื่นคันตามตัว อาการเหล่านี้ไม่รุนแรงและหายไปได้เอง

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกก่อนและหลังการฉีด HPV Vaccine
การทำ Pap smear ก่อนการฉีดวัคซีนขึ้นกับประวัติการมีเพศสัมพันธ์และการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
1. ถ้ายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ไม่จำเป็นต้องทำ Pap smear ก่อนการฉีดวัคซีน
2. ถ้าเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว
2.1 ถ้าไม่เคยทำ Pap smear มาก่อนหรือทำไม่สม่ำเสมอ แนะนำให้ทำ Pap smear เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกก่อน
- ถ้าผลปกติ สามารถฉีดวัคซีนได้ และควรมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามคำแนะนำของแพทย์
- ถ้าผลผิดปกติ ให้ดูแลรักษาตามมาตรฐาน ถ้าหายแล้วอาจให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีด HPV vaccine ให้สตรีพิจารณา
2.2 ถ้าเคยทำ Pap smear มาแล้วอย่างสม่ำเสมอและผลปกติทุกครั้ง สามารถฉีดวัคซีนได้
หลังฉีด HPV 16/18 vaccine แล้ว ควรมารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ เพราะเชื้อ HPV 16 และ HPV 18 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 70 เท่านั้น

การตรวจหาเชื้อ HPV ก่อนการฉีด HPV Vaccine

ไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อ HPV (HPV test) ก่อนการฉีด HPV vaccine เนื่องจากการตรวจหาเชื้อ HPV ไม่สามารถระบุได้ว่าเคยมีการติดเชื้อมาแล้วหรือไม่ ถ้าผลการตรวจให้ผลบวกก็บอกได้เพียงว่า มีการติดเชื้อ HPV อยู่ในปัจจุบันหรือไม่เท่านั้น การตรวจหา antibody ต่อเชื้อ HPV ยังไม่สามารถกระทำได้ในทางปฏิบัติ จึงไม่แนะนำให้ตรวจ การตรวจหาเชื้อ HPV ก่อนการฉีด HPV vaccine จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนสูงขึ้นมาก ทำให้การฉีดวัคซีนไม่คุ้มทุน
สตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว
สตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว สามารถฉีด HPV vaccine ได้ สตรีที่มีผล Pap smear ผิดปกติหรือ HPV test ให้ผลบวก ควรได้รับการดูแลตามมาตรฐาน และสามารถฉีดวัคซีนได้ แต่ควรให้คำแนะนำว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงถ้าเคยติดเชื้อ HPV มาก่อน อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้ว ก็ยังต้องมารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอด้วย
สตรีที่เคยเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกมาก่อน
สตรีที่เคยเป็น CIN มาก่อน ถ้าได้รับการรักษาแล้วสามารถฉีด HPV vaccine ได้ แต่ต้องมารับการตรวจติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์นัด และต้องเน้นย้ำว่าถ้าสตรีมีการติดเชื้อ HPV 16/18 แล้ว การฉีด HPV 16/18 vaccine ไม่ได้มีผลในเชิงรักษาและอาจจะได้ประโยชน์น้อยในการป้องกันการติดเชื้อ HPV 16/18 และรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อ HPV 16/18
สตรีตั้งครรภ์และสตรีที่เลี้ยงลูกด้วยนม
HPV vaccine จัดอยู่ใน category B ไม่แนะนำให้ฉีดในสตรีตั้งครรภ์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายงานการก่อทารกพิการในสัตว์ทดลอง ถ้าตั้งครรภ์ในขณะที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ 3 ครั้ง ให้ฉีดเข็มถัดไปจนครบในระยะหลังคลอด ในปัจจุบันยังไม่ทราบว่า antigens ของ HPV vaccine และ antibodies ที่ร่างกายสร้างขึ้นออกมากับน้ำนมหรือไม่ แต่เนื่องจาก HPV vaccine ประกอบด้วย virus-like particles ของเชื้อ HPV ซึ่งไม่ก่อการติดเชื้อ (noninfectious) จึงไม่มีผลกระทบในด้านความปลอดภัยต่อทั้งมารดาและทารก
สตรีที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
การมีภูมิคุ้มกันต่ำไม่ได้เป็นข้อบ่งห้ามของการฉีด HPV vaccine แต่การตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันอาจจะน้อยกว่าสตรีที่มีภูมิคุ้มกันปกติ

เรียบเรียงโดย Jamjung.com

ที่มาข้อมูล

http://haamor.com/

http://www.pooyingshop.com

http://www.thairath.co.th

http://www.manager.co.th

http://amfw.acas.org

หัวข้อน่าสนใจ

Leave a comment

You must be Logged in to post comment.