Home » สุขภาพ » โรคตับ สาเหตุ อาการ และการรักษาโรคตับ


โรคตับ สาเหตุ อาการ และการรักษาโรคตับ

โรคตับ สาเหตุ อาการ และการรักษาโรคตับ

โรคตับ สาเหตุ อาการ และการรักษาโรคตับ

โรคตับ นั้นคนส่วนใหญ่อาจคิดว่า คนที่ดื่มแอลกอฮอร์มาก ๆมักจะเป็นกัน ที่จริงแล้วโรคตับอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานยาบางอย่างมาไป หรือจากพันธุกรรม เป็นต้น โรคตับมักเป็นกับผูที่อายุมาก ๆ โดยที่พบบ่อย คือ โรคตับแข็ง ตับ คืออวัยวะที่ช่วยทำลายของเสียต่าง ๆให้ร่างกาย ตับยังจัดเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย โดยตับจะผลิตน้ำดี ซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการย่อยอาหารอีกด้วย

ส่วนการหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากโรคตับมีวิธีการง่าย ๆๆ ไม่ยาก คือ ทานอาหารครบ 5 หมู่ เว้นจากการดื่มแอลกอฮอร์ ผักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น

=====

สารบัญโรคตับ

1. สาเหตุของโรคตับ

2. อาการของโรคตับ

3. โรคตับมีกี่ชนิด

4. การรักษาของโรคตับ

=====

สาเหตุของโรคตับ

โรคตับเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุเรามาดูกันว่าเกิดจากอะไรบ้าง

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป และติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ จะทำให้เกิดความผิดปกติของการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ จึงเกิดภาวะตับอักเสบและเรื้อรังจนกลายเป็น โรคตับแข็ง โดยผู้หญิงจะเป็น โรคตับแข็ง ได้มากกว่าผู้ชาย การเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง จากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือไวรัสตับอักเสบซี จนทำให้ตับอักเสบเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะกลายเป็น โรคตับแข็ง ในที่สุด โดยไวรัสตับอักเสบบีและซีนั้น เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อกันทางเลือดและเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อเป็นพาหะนั้นมักจะเกิดโดยไม่รู้ตัว – เกิดจากโรคที่ภูมิคุ้มกันมีการทำลายเนื้อตับ -เกิดภาวะไขมันสะสมในตับ ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน, โรคอ้วน, ไขมันในเลือดสูง – การรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอล ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน ยา

รักษาวัณโรคบางชนิด -โรคทางพันธุกรรมบางโรคทำให้เกิด ตับแข็ง เช่น ทาลัสซีเมีย,hemochromatosis, Wilson’s disease, galactosemia – ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง ทำให้เส้นเลือดคั่งที่ตับ เลือดไหลเวียนในตับน้อยลง เนื้อตับขาดภาวะออกซิเจนจนตายลง – พยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ในเลือดอาจทำให้เกิดตับแข็ง

=====

อาการของโรคตับ

อาการของโรคตับ ก็จะแบ่งตามชนิดของโรค คือโรคตับอักเสบและโรคตับแข็ง

อาการโรคตับแข็ง

อาการที่เกิดจากการทำงานของตับลดลง

อาการที่เกิดจากการทำงานของตับลดลง เช่น อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย จะค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่ค่อยรู้สึกตัว เริ่มแรกจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้ และอาจมีอาการอาเจียนเป็นบางครั้ง รู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย หากอาการมากขึ้นจะมีการสร้างโปรตีนลดลง ทำให้เท้าบวม มีน้ำในช่องท้อง เกิดท้องมาน อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองเป็นดีซ่านได้

อาการที่เกิดจากความดันเลือดในตับสูง

เกิดจากพังผืดดึงรั้งในตับ ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ เกิดเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเส้นเลือดที่หลอดอาหารขอดแล้วแตก ซึ่งอาจถึงช็อกและเสียชีวิตได้ ในรายที่เป็นมากอาจซึม หรือในระยะยาวอาจเกิดมะเร็งตับได้

อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

อาการอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นเสมอๆ ถือเป็นความผิดปกติของร่างกายที่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและให้การบำบัดรักษา ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆได้มากมายหลายชนิด ผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะแรกอาจมีเพียงแค่อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายเท่านั้น

เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

เมื่อตับเกิดการอักเสบขึ้นมาไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม มักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนตามมาเสมอ ถ้าเป็นอยู่ในระยะสั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาวะโภชนาการมากนัก แต่ถ้าอาการของโรคตับนั้นเสื่อมลงกลายเป็นแบบเรื้อรังไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเปลี่ยนเป็นโรคตับแข็งเมื่อไร จะมีผลต่อภาวะโภชนาการอย่างมาก เกิดโรคขาดสารอาหารต่างๆ เช่น ขาดโปรตีนและพลังงาน ขาดวิตามิน สาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ประสิทธิภาพของการย่อย ดูดซึม และเผาผลาญสารอาหารลดน้อยลงไป โรคตับแข็งมีผลกระทบต่อภาวะโภชนาการด้านต่างๆ อย่างมาก

ท้องอืดเฟ้อ

ท้องอืดเกิดจากลมในท้องมากทำให้อึดอัด แน่นในท้อง หากเป็นมาก ๆ อาจจะทำให้มีอาการปวดท้องเป็นพัก ๆ หรือมีอาการเรอมาก หรือผายลมบ่อย ๆ ในผู้มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ระบบการย่อยอาหารทำงานได้น้อยลง รวมทั้งถุงน้ำดีก็ไม่สามารถทำให้น้ำดีเข้มข้นได้เท่ากับตอนเป็นหนุ่มสาว จึงทำให้สมรรถภาพในการย่อยอาหารลดลง

คลื่นไส้และอาเจียนเป็นเลือด

อาการโรคตับอักเสบ

ในกรณีที่เป็นตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักจะมีอาการที่พบบ่อยคือ อ่อนเพลียปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อาจพบผื่นขึ้นตามตัวหรือมีท้องเสีย ปวดมวนในท้อง น้ำหนักตัวลดลง มีไข้ต่ำๆในวันแรกๆ ซึ่งอาการที่กล่าวมาจะคล้ายอาการของไข้หวัดใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการของดีซ่าน คือ ปัสสาวะเป็นสีชาเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งจะหายไปใน 1-4 สัปดาห์ แต่ในบางรายอาจนาน 2-3 เดือน และอาการดีซ่านนี้ไม่ได้พบในผู้ป่วยโรคตับอักเสบทุกรายเสมอไป ดังนั้น ผู้ป่วยบางรายจึงไม่พบอาการดีซ่านนี้เลย

ภาวะแทรกซ้อนจากการเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ร่างกายมักกำจัดเชื้อออกได้ จึงหายได้เองโดยระบบภูมิคุ้มกันของตนเอง โดยจะมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิต แต่อาจใช้เวลานานถึง 6 เดือน

แต่ในรายที่ไม่สามารถกำจัดได้หมดและมีการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่องนานเกิน 6 เดือน (ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย) จะจัดว่า เป็นกลุ่มที่ยังคงมีเชื้อไวรัสบีอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลายาว ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่เรียกว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง โดยแบ่งได้เป็นสองประเภทได้แก่ ๑. กลุ่มที่มีภาวะตับอักเสบบีเรื้อรังแบบคุกคาม คำว่า คุกคาม(active) แปลว่า ไวรัสกำลังมีฤทธิ์เดชมาก ตรวจพบความผิดปกติของผลเลือดที่แสดงการทำหน้าที่ของตับ (Abnormal liver function test) จึงมีการเร่งทำลายเซลล์ตับโดยผู้ป่วยไม่มีอาการอะไร แต่จะมีการอักเสบและมีการทำลายเซลล์ตับไป

เรื่อยๆ จนเกิดตับแข็ง มีภาวะตับวายและเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับในที่สุด ในบางรายโรคอาจรุนแรงเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้แต่รู้โดยการตรวจเลือดเป็นระยะๆเช่น ทุก ๖ เดือน จึงต้องรีบให้ยาแก้ไขด่วน ให้ยาไปจนกว่าไวรัสจะหยุดการทำลายตับ

๒. กลุ่มที่เป็นพาหะ (Asymptomatic carrier) บางครั้งเรียกว่า ภาวะตับอักเสบบีเรื้อรังแบบไม่คุกคาม เนื่องจากเมื่อตรวจการทำหน้าที่ของตับแล้วพบว่า ปกติดี แต่มีเชื้อไวรัสในร่างกายที่สามารถแพร่ให้ผู้อื่นได้ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถเกิดตับอักเสบเรื้อรังและป่วยเป็นตับแข็งเหมือนผู้ป่วยในกลุ่มแรกได้

=====

โรคตับมีกี่ชนิด

* ตับอักเสบ (Hepatitis) มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส นอกจากนี้อาจเกิดจากสารพิษ กรรมพันธุ์ หรือภาวะภูมิแพ้ตนเอง
* ตับแข็ง (Cirrhosis) เกิดจากการสะสมของเนื้อเยื่อแข็งที่ทดแทนเซลล์ตับที่ตายไป โดยมักเกิดจากเชื้อไวรัส ภาวะพิษสุราเรื้อรัง หรือการได้รับสารพิษต่างๆ
* ฮีโมโครมาโทซิส (Hemochromatosis) เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ที่เกิดจากการสะสมของเหล็กในกระแสเลือด จนทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ตับ
* ท่อน้ำดีตีบตัน (Biliary atresia)
* บัดด์ ไคอารี่ ซินโดรม (Budd-Chiari syndrome) เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดดำตับ
* กิลเบิร์ต ซินโดรม (Gilbert’s syndrome) เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้เกิดความผิดปกติในการสังเคราะห์บิลิรูบิน

=====

การรักษาของโรคตับ

แอลกอฮอล์

1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บี อาจจะพอ รับประทานได้บ้าง แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบชนิดซีแบบเรื้อรังมีหลักฐานชัดเจนพบว่าการรับประทานแอลกอฮล์มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงทำให้การดำเนินของโรคลุกลามเร็วขึ้น

2. ผู้ป่วยจึงต้องงดดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันเซลล์ตับถูกทำลายมากยิ่งขึ้น

อาหาร

1. ผู้ที่เป็นโรคตับเพียงเล็กน้อย เช่น เป็นพาหะของเชื้อไวรัส บี ผู้ป่วยเหล่านี้สามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเฉียบพลัน การรับประทานน้ำหวานมากๆ ไม่มีรายงานว่าทำให้การดำเนินโรคดีขึ้นกว่าการไม่ได้รับประทานน้ำหวาน

2. ในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริโภคอาหารได้เนื่องจากมีคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ในกรณีเช่นนี้การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรท พวกแป้ง และน้ำตาลเป็นหลักจะทำให้ย่อยอาหารได้ง่าย และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง

3. สำหรับผู้ป่วยซึ่งเริ่มมีอาการตับแข็งแล้ว อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารที่มีรสเค็มจัด เนื่องจากการรับประทานอาหารเค็มสามารถทำให้อาการบวม หรืออาการท้องมานเลวลงได้ โดยทั่วไปแล้วในผู้ป่วยที่มีอาการบวมหรือท้องมาน แพทย์จะแนะนำให้รับประทานเกลือได้ไม่เกินวันละ 2 กรัม หรือเทียบเท่ากับเกลือป่นประมาณ เศษหนึ่งส่วนสามช้อนชาต่อวันเท่านั้น

4. ผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งควรรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงขึ้นใหม่ไม่ควรรับประทานอาหารที่เก็บค้างคืน หรืออาหารที่ประกอบขึ้นสุกๆ ดิบๆ เช่น การลวก การย่าง เพราะบ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้ป่วยโรคตับแข็งมาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อจากทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งบางครั้งสามารถเป็น รุนแรงจนเสียชีวิต ได้ผู้ป่วยซึ่งเป็นตับแข็ง และไม่มีอาการซึม หรืออาการทางสมองร่วมกับภาวะตับแข็ง ผู้ป่วยเหล่านี้ควรจำกัดปริมาณโปรตีนที่ได้จากสัตว์

5. สามารถเสริมโปรตีนได้ในรูปของโปรตีนจากพืช และถั่ว ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่เป็นผัก และผลไม้ให้เพียงพอเพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะท้องผูก การรับประทานอาหารเสริมที่เป็นโปรตีนที่มีกิ่ง อาจทำให้ภาวะโภชนาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้อย่างไรก็ตามอาหารเสริมดังกล่าวยังมีราคาแพง และสามารถทดแทนได้ด้วยการรับประทานโปรตีนจากพืช

6. ปัจจุบันยังไม่มีรายงานที่ ชัดเจนว่าอาหารเสริมต่างๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจะมีประโยชน์โดยแท้จริงกับผู้ป่วยโรคตับ นอกจากการรับประทานอาหารที่ได้กล่าวแล้วการรับประทานอาหารเผ็ด หรือเปรี้ยว ไม่มีผลเสียโดยตรง

7. ผู้ป่วยควรเน้นการรับประทานสารอาหารประเภทโปรตีน เพื่อซ่อมแซมเซลล์ตับที่ถูกทำลาย งดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และให้รับประทานไขมันประเภทไม่อิ่มตัวแทน อาจเสริมอาหารด้วยเลซิทิน และงดอาหารเค็ม ถ้ามีอาการบวมที่เท้า หรือท้อง

การออกกำลัง

1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง และมีอาการที่บ่งว่ามีสภาพการทำงานของตับเหลืออยู่น้อย ดีซ่าน ท้องมาน บวม ผู้ป่วยเหล่านี้ควรงดออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการเดิน หรือนั่งนานๆ ผู้ป่วยที่มีประวัติเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารไม่ควรออกกำลังที่จะต้องแบ่ง หรือเกร็งกล้ามเนื้อท้อง เช่น การยกน้ำหนัก เนื่องจากจะกระตุ้นให้เกิดความดันเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกได้

2. ผู้ที่เป็นตับแข็งในระยะเริ่มต้นไม่มีอาการผิดปกติ สามารถออกกำลังได้ตามตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหม เช่น การวิ่งมาราธอน หรือการแข่งขันกีฬาที่ต้องแพ้ หรือชนะการออกกำลัง เช่น การเดิน วิ่งเบาๆ ดูจะเป็นการออกกำลังที่เหมาะสม

3. นอกจากการออกกำลังแล้ว การมีจิตใจที่เบิกบานแจ่มใส ก็มีความสำคัญทำให้สุขภาพโดยรวม ออกกำลังกายพอประมาณเพื่อเป็นการเพิ่มระบบภูมิต้านทาน

การพักผ่อน

บ่อยครั้งทีเดียวที่แพทย์พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง หรือเป็นโรคตับแข็งที่มีอาการทั่วไปๆ สบายดีมาตลอด แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือตรากตรำงานมากเกินไป ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงมีส่วนชักนำให้ไวรัสอักเสบเพิ่มเติมขึ้น ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการดีซ่าน หรือบางครั้งรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเกิดขึ้นได้

เรียบเรียงโดย Jamjung.com

ที่มา

http://health.kapook.com/view6442.html

http://www.school.net.th/library/snet4/june22/vi_liver.htm

http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/gastro/1688-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A.html

หัวข้อน่าสนใจ

Leave a comment

You must be Logged in to post comment.