Home » สุขภาพ » อาการหูอื้อ ใครว่าไม่สำคัญ หูอื้อ ทําไงดี


อาการหูอื้อ ใครว่าไม่สำคัญ หูอื้อ ทําไงดี

อาการหูอื้อ ใครว่าไม่สำคัญ หูอื้อ ทําไงดี

อาการหูอื้อ

“หู” เป็นอวัยวะในร่างกายที่มีความสำคัญมากประการหนึ่งก็ว่าได้ เพราะหูเป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทการได้ยิน และนอกจากจะทำให้ได้ยินแล้วยังช่วยในการทรงตัว รักษาสมดุลในร่างกายอีกด้วย หูประกอบไปด้วย หูส่วนนอก หูส่วนกลาง และหูส่วนใน และความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหูได้บ่อยครั้ง และสามารถเกิดขึ้นกับคนทั่วไปได้นั่นก็คือ “อาการหูอื้อ”

อาการหูอื้อหรือหูตึง คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีความสามารถในการรับเสียงแย่ลง การได้ยินลดลง รู้สึกเหมือนมีอะไรอุดอยู่ในหู อาจจะรู้สึกตุบ ๆ เหมือนชีพจร หรือเป็นเสียงแหลมวี๊ด ๆ คล้ายมีแมลงอยู่ข้างใน และผู้ป่ายจะรู้สึกรำคาญ และหงุดหงิด และนำไปสู่ภาวะความเครียดต่อไป อาการเครียด และภาวะซึมเศร้าจะเป็นส่วนเสริมให้อาการหูอื้นนั้นเป็นต่อไปอาจส่งผลให้เป็นรุนแรงขึ้นอีกด้วย โดยจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งความผิดปกติที่ว่านี้นอกจากจะเป็นปัญหาของผู้ป่วยแล้วยังอาจถือเป็นปัญหาของคนรอบข้างด้วยเช่นกัน เพราะคนรอบข้างผู้ป่วยอาจมีปัญหาจากการที่ต้องตะโกนสื่อสารกันเป็นเวลานานได้ เช่น เสียงแหบ

อาการหูอื้อแบบรู้สึกตุบ ๆ

หูอื้อจากสาเหตุนี้ มักเกิดเพียงข้างเดียว คือข้างที่เกิดเนื้องอก ต้องทำการตรวจช่องหูชั้นกลาง อาจเห็นเนื้องอกเป็นสีแดง ๆ หากพบเป็นเนื้องอก ต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อหาขอบเขตการลุกลามของเนื้องอก และให้รักษาโดยการผ่าตัด

สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้มีอาการหูอื้อชนิดนี้ มักเป็นปัจจัยเดียวกับที่ทำให้ประสาทหูเสื่อม เช่น การฟังเสียงดังๆ การใช้ยาปฏิชีวนะที่มีผลข้างเคียงต่อประสาทหู การผ่าตัดรักษาโรคทางสมอง หรือทางหูบางโรคที่อาจกระทบกระเทือนประสาทหู ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็งบางชนิด หรือการฉายรังสี (รังสีรักษา) บริเวณศีรษะเพื่อรักษาโรคมะเร็ง การใช้ยาขับปัสสาวะบางชนิด การใช้ยาลดการอักเสบกลุ่มแอสไพริน การที่มีอายุมากขึ้น (ผู้สูงอายุ) หูก็อาจเสื่อมเองได้ การติดเชื้อบางชนิด เช่น เชื้อซิฟิลิส หรือเชื้อไวรัสที่ทำให้หูชั้นในอักเสบ และโรคเนื้องอกบริเวณประสาทสมองคู่ที่แปด (Acoustic neuroma) เป็นต้น ซึ่งเมื่อเกิดจากเนื้องอก มักเป็นอาการหูอื้อข้างเดียว หรือทั้งสองข้างที่เกิดโรค และการที่ได้ยินเสียงคล้ายมีแมลงในหูหรือเสียงหึ่งๆ ประเภทนี้มักเกิดจากมีความผิดปกติของหูชั้นใน หรือของเส้นประสาทหู มักเกิดร่วมกับอาการประสาทหูเสื่อมและการได้ยินลดลง อาการหูอื้อมักเกิดร่วมกับ อาการนอนไม่หลับ ซึ่งผู้ป่วยมักเข้าใจว่าเสียงดังในหูทำให้นอนไม่หลับ

การดูแลรักษาหูอื้อชนิดนี้ เป็นที่ยอมรับกันว่ายากต่อการรักษาให้หายขาด เนื่องจากจำเป็นต้องรักษาโรคของประสาทหูเสื่อม เช่น งดฟังเสียงดังจากแหล่งต่างๆ การให้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท

การรักษาอาการหูอื้อ

การรักษาอาการหูอื้อ

ต้องรักษาตามสาเหตุ ซึ่งแบ่งเป็นการรักษาด้วยยาและการผ่าตัด โดยเฉพาะประสาทหูเสื่อม มักจะรักษาไม่หายขาด ควรหาสาเหตุหรือปัจจัยที่จะทำให้หูเสื่อมเร็วกว่าปกติเพื่อหาทางชะลอความเสื่อมนั้นด้วย ส่วนประสาทหูเสื่อมบางรายไม่ทราบสาเหตุหรือทราบสาเหตุแต่เป็นสาเหตุที่รักษาไม่ได้ อาจหายเองหรือจะเป็นอยู่ตลอดชีวิตก็ได้ ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าสาเหตุของหูอื้อเกิดจากอะไร และเป็นอันตรายหรือไม่ และจะหายหรือไม่

กรณีที่หูอื้อไม่มาก ยังพอได้ยินเสียง ไม่รบกวนคุณภาพชีวิตประจำวันมากนัก คือยังพอสื่อสารกับผู้อื่นได้ หรือเป็นเพียงหูข้างเดียว อีกข้างยังดีอยู่ ไม่จำเป็นต้องรักษา เพียงแต่ต้องทำใจยอมรับ

กรณีที่หูอื้อมาก ไม่ค่อยได้ยินเสียง โดยถ้าเป็น 2 ข้าง จะรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวันมาก จนไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ และเกิดจากสาเหตุที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ควรฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินด้วยการใช้เครื่องช่วยฟัง หรืออาจใช้ยา ซึ่งยาที่อาจทำให้การได้ยินดีขึ้นบ้าง คือ ยาขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในมากขึ้น และยาบำรุงประสาทหู

กรณีที่หูอื้อเกิดจากประสาทหูเสื่อม ควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น โดย

- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

- หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุหรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู

- หลีกเลี่ยงเสียงดัง

- พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด วิตกกังวล

- ถ้าเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคกรดยูริกในเลือดสูง โรคซีด โรคเลือด ควบคุมโรคให้ดี

- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู เช่น aspirin, aminoglycoside, quinine

- ลดอาหารเค็มหรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม (มีสารคาเฟอีน) งดสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน)

- หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหูหรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน

ดังนั้นท่านทั้งหลายอย่านิ่งนอนใจ ควรรักษาสุขภาพไม่เพียงเฉพาะหูเท่านั้น ควรรักษาสุขภาพร่างกายในทุก ๆ ด้านจะดีกว่าค่ะ หรือหากผู้ท่านมีอาการหูอื้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุการเกิดอาการดังกล่าวแต่เนิ่น ๆ เพื่อรับการรักษาต่อไป

เรียบเรียงโดย Jamjung.com

แหล่งข้อมูล

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%B9

http://haamor.com/th/%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%AD%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD/

http://www.healthtoday.net/thailand/disease/diisease_109.html

หัวข้อน่าสนใจ

Leave a comment

You must be Logged in to post comment.