Home » สุขภาพ » อาการคนท้อง และอาการแพ้ท้องเริ่มแรก เป็นอย่างไร


อาการคนท้อง และอาการแพ้ท้องเริ่มแรก เป็นอย่างไร

อาการแพ้ท้องเริ่มแรก เป็นอย่างไร มาดูวิธีแก้อาการแพ้ท้อง กันจ๊าาา

อาการแพ้ท้องเริ่มแรก

อาการแพ้ท้องเป็น อาการที่บ่งบอกว่าเรากำลังจะเป็นแม่คน ซึ่งอาการแพ้ท้องจะเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 6 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่หลายท่านเป็นกังวลมากว่าการแพ้ท้องจะมีผลต่อลูกน้อยและตัวคุณแม่ เอง

ส่วนอาการแพ้ท้องก็จะมีหลายอาการแล้วแต่คุณแม่บางท่าน อาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือ  บางท่านอาจจะแพ้กลิ่นหรืออาหารบางประเภท น้ำหนักลด

และทางการแพทย์การแพ้ท้อง คือ การที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงทำให้กระเพาะอาหารมีการบีบตัวน้อยลง จึงทำให้เกิดอาการต่าง ๆๆ

เรามีวิธีการแก้ไขปัญหาอาการแพ้ท้องให้ อาการแพ้ท้องเบาลง เป็นวิธีการง่าย ๆๆ สามารถทำได้ คือ ต้องรับประทานที่มีโปรตีนสูง   งดอาหารที่มีไขมันหรือใยอาหารสูงรับประทานอาหารที่มีแป้งสูง  หลีกเลี่ยงกลิ่นฉุนๆ เป็นต้น

ฉะนั้นคุณแม่คงไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

สารบัญอาการแพ้ท้อง
1.    อาการแพ้ท้อง
2.    แพ้ท้องมากดีไหม
3.    ระดับของการแพ้ท้อง
4.    วิธีบรรเทาการแพ้ท้อง
5.    เครื่องดื่มช่วยบรรเทาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง

อาการ คลื่นไส้อาเจียนหรือที่เรียกว่าอาการแพ้ท้อง มักเกิดในระยะแรกของการตั้งครรภ์โดยมากจะเกิดในช่วง2- 8 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ พอเข้าสู่ไตรมาสสองอาการแพ้ท้องจะหายไป บางท่านอาจจะแพ้กลิ่นหรืออาหารบางประเภท เชื่อว่าอาการแพ้ท้องเกิดจากการที่ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงทำให้กระเพาะอาหารมีการบีบตัวน้อยลง อาการของอาการแพ้ท้องมีอะไรบ้าง
•    คลื่นไส้อาเจียนหลังจากดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร
•    น้ำหนักลด
•    ขาดน้ำ
•    ปัสสาวะสีเข้ม
•    เกลือแร่ในร่างกายอาจผิดปกติ
•    การเปลี่ยนแปลงทางเต้านม
อาการ คัดเต้านมจะเหมือนกับอาการแน่แน่นเต้านมช่วงก่อนมีประจำเดือน แต่อาการจะมากกว่าและไม่ลดลง มักจะเกิดหลังจากที่ไข่ได้ผสมกับตัวเชื้อแล้วประมาณสองสัปดาห์

ไตรมาสแรก
หลัง การตั้งครรภ์6-8สัปดาห์จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเต้านม คุณแม่จะรู้สึกว่าเต้านมใหญ่ขึ้น กดจะเจ็บเนื่องจากมีการเจริญเติบโตของไขมันและต่อมน้ำนม เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขยายใหญ่ขึ้นจนสังเกตเห็นได้ ควรเลือกขนาดของยกทรงให้เหมาะสม หัวนมและฐานหัวนมจะดำขึ้น

ไตรมาสสอง
ขนาด ของเต้านมจะใหญ่ขึ้นและมีการเริ่มสร้าง colustrum ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคนแรกๆจะมีลักษณะเหนียวข้นต่อมาจะมีลักษณะเหลว ใส ของเหลวนี้จะหลังเมื่อมีการบีบหรือมีความตื่นเต้นทางเพศ
คุณแม่ต้องสังเกตว่าหัวนมโผล่หรือไม่ถ้าไม่โผล่ต้องปรึกษาแพทย์

แพ้ท้องมากดีไหม

แพ้ ท้องมากดีกับสุขภาพของลูก แต่ก็ต้องคอยสังเกตด้วยว่าการแพ้นั้น ถึงขั้นที่เรียกว่าผิดปกติหรือเปล่า เพราะอาจเป็นที่มาของอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. ส่งผลต่อลูกน้อยในท้อง

คุณแม่สังเกต ตัวเอง ถ้าน้ำหนักลดจากก่อนท้อง 4-5 กก. ขึ้นไป กินอะไรไม่ได้เลย ดื่มแต่น้ำก็ยังอาเจียน ควรไปพบสูติแพทย์ที่ฝากครรภ์ เพราะถ้าปล่อยไว้จะส่งผลเสียคือ

ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายแปรปรวน อาจถึงขั้นไตวายได้

ช่วง แพ้ท้องที่คุณแม่ที่กินอาหารไม่ได้ ร่างกายจะไม่มีพลังงานก็จะดึงเอาไขมันที่มีอยู่ในร่างกายมาใช้ จนอาจเกิดภาวะความเป็นกรดในร่างกาย ทำให้ออกซิเจนในเลือดน้อยลง เรียกว่าภาวะแลคคีโตนซิส ทำให้ตัวอ่อนได้ออกซิเจนไม่เต็มที่ เพราะมีแต่ของเสียในอยู่ร่างกายค่ะ

ระบบร่างกายล้มเหลว การที่คุณแม่อาเจียน น้ำย่อยรวมทั้งเกลือแร่ต่างๆ ในกระเพาะก็จะออกมาด้วย จนคุณแม่อ่อนเพลีย เบลอ เพราะระบบในร่างกายไม่สมดุล ส่งผลเสียต่อแม่และลูกได้

ในช่วง 3 เดือนแรก ถึงแม้คุณแม่จะแพ้ท้องจนแทบกินอะไรไม่ได้ แต่ร่างกายจะมีสต๊อกอาหารไว้ให้ลูกเพียงพอค่ะ แต่ถ้าเลย 3 เดือนไปแล้วคุณแม่ยังแพ้มากๆ ทารกจะเริ่มขาดอาหาร (ลูกต้องได้สารอาหารจากแม่ผ่านทางรก ซึ่งรกจะเริ่มทำงานตอน12 สัปดาห์ไปแล้ว) ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังมีการสร้างอวัยวะต่าง ๆ ถ้าคุณแม่แพ้หนักจนกินอะไรไม่ได้เลย เด็กอาจมีภาวะทุพโภชนาการ เติบโตช้า สมองที่จะเริ่มสร้างก็แย่ไปด้วยค่ะ

2. แพ้มากเพราะลูกแฝด ในกรณีที่ตั้งครรภ์แฝด ฮอร์โมนจะเพิ่มเป็นทวีคูณ จึงทำให้คลื่นไส้อาเจียนมากผิดปกติ

3. ครรภ์ไข่ปลาอุก เกิดจากความผิดปกติของรก มีลักษณะเหมือสาคูหรือไข่ปลาเม็ดเล็ก ๆ โยงต่อกันเหมือนถุงน้ำ ภายในจะมีน้ำใส ๆ อยู่ ซึ่งคนที่ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกจะมีอากาแพ้ท้องรุนแรง และขนาดท้องก็จะโตขึ้นเรื่อยเช่นกันค่ะ

แพ้ท้องน้อย-ไม่แพ้เลย อันตรายไหม?

คุณ แม่ที่มีอาการแพ้น้อยหรือแทบไม่แพ้เลยอาจจะกังวลว่า แล้วแบบนี้เจ้าตัวเล็กจะแข็งแรงหรือเปล่า อันตรายมั้ย ตอบให้สบายใจว่าไม่อันตรายค่ะ ถ้าคุณแม่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีเลือดออกในช่วงตั้งครรภ์ ก็ถือว่าโชคดีที่คุณแม่แพ้น้อย หรือไม่แพ้เลย เพราะคุณแม่จะสามารถกินอาหารได้ปกติ และไม่ต้องทรมานกับอาการแพ้ท้อง

เพราะ จริง ๆ แล้ว อาการแพ้ท้องจะมากหรือน้อยนั้นแล้วแต่คนค่ะ ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าทำไมจึงแพ้ไม่เท่ากัน สิ่งสำคัญคือคุณแม่ต้องทำใจสบายๆ อย่าเครียด บางคนอาการแพ้ท้องหายไปนานแล้ว แต่ยังดูเหมือนว่าแพ้อยู่เพราะความเครียด ความกังวลนั่นเองค่ะ

โดยปกติอาการแพ้ท้องจะหายไปในช่วงประมาณ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ แต่ส่วนใหญ่ 90% อาการแพ้ท้องหายสนิทเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน

ระดับของการแพ้ท้อง

ไม่ทราบว่าคุณแม่บางท่านอยู่ในระดับใดบ้าง   ถ้าหากถึงขั้นรุนแรงควรรีบไปพบสูตินารีแพทย์ด่วน

ระดับที่ 1 มีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะเล็กน้อย มักมีอาการในช่วงเช้า รับประทานอาหารได้น้อยลง มีการอาเจียนบ้าง แต่สามารถบรรเทาได้เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น ถ้าคุณแพ้ท้องแบบนี้ก็สบายใจได้ค่ะ ว่าการแพ้ท้องของคุณอยู่ในระดับ Morning Sickness ทั่ว ๆ ไป ไม่น่ากังวลมาก อ้อ…น้ำหนักตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ควรเพิ่มขึ้น 1-2 กิโลกรัม ในช่วงที่แพ้ท้องมากจนรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีน้ำหนักลดลงเล็กน้อยค่ะ

ระดับที่ 2 มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ พักผ่อนอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น และมีปัสสาวะสีเข้ม ต้องรีบพบแพทย์ กรณีที่อาเจียนมากจนรับประทานอาหารไม่ได้ คุณหมออาจให้น้ำเกลือ หรือฉีดกลูโคส เพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลียก่อน แล้วอาจให้รับประทานยาประเภท Dimenhydrinate ซึ่งเป็นยาระงับอาการคลื่นไส้ ซึ่งต้องรับประทานก่อนที่จะเกิดอาการแพ้ รวมทั้งการแนะนำให้ปรับวิธีรับประทานอาหาร เมื่อพบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำแล้วอาการแพ้ท้องก็จะบรรเทาลงได้

ระดับที่ 3 เป็นการแพ้ท้องขั้นรุนแรง ซึ่งทางการแพทย์ เรียกว่า Hyperemesis Gravidarum (HG) พบประมาณ 0.3 ถึง 2% ในหญิงตั้งครรภ์ อาการจะรุนแรงถึงขั้นที่คุณแม่รับประทานอะไรไม่ได้เลย อาเจียนมากจนร่างกายขาดทั้งน้ำและอาหาร บางคนอาเจียนจนหลอดเลือดที่อยู่บริเวณหลอดอาหารมีการฉีกขาดจนมีเลือดปนมากับ อาเจียน บางคนอาเจียนจนมีเลือดออกใต้เยื่อบุตา ผู้ที่แพ้ท้องขั้นรุนแรง จะเริ่มแพ้เร็วกว่าการแพ้ท้องธรรมดาและมักจะแพ้นาน บางรายอาจแพ้ท้องอย่างหนักไปจนถึงคลอด แต่ส่วนใหญ่จะดีขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ได้ 20 สัปดาห์

วิธีบรรเทาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องอาจเป็นกันได้ทุกคนแต่คุรแม่ไม่ต้องกังวลเรามีวิธีช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง ลองมาดูกัน 10 วิธี ทำได้ง่ายมากคะ
1. ทานอาหารในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ามีอะไรตกถึงท้อง เลือกทานผลไม้ผักสด และอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ขนมปัง หรือขนมปังกรอบ

2. เวลาทานข้าว ให้ดื่มน้ำหลังอาหาร ไม่ใช่ประเภทข้าวคำน้ำอีกคำ จะทำให้คุณพะอืดพะอมเพราะอิ่มน้ำมากเกินไป

3. พยายามทานอะไรเบา ๆ ก่อนนอน อาจจะเป็นนมสักแก้ว โยเกิร์ต ขนมปังหรือแซนด์วิชจะช่วยป้องกันอาการแพ้ท้องตอนเช้าวันรุ่งขึ้น หรืออาจจะเป็นขนมปังกรอบหลังตื่นนอน หรือก่อนลุกจากเตียงก็ได้ค่ะ

4. ลืมตาตื่นแล้ว นอนพักสักครู่ อย่าเพิ่งรีบลุกพรวดพราด เพราะจะทำให้คลื่นไส้ได้ง่าย

5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเครื่องเทศ เช่น แกงกะหรี่ อาหารทอด หรืออาหารที่มีความเป็นกรดสูงเพราะอาหารประเภทนี้ย่อยยาก

6. ไม่ควรแปรงฟันหลังอาหารทันที เพราะแปรงสีฟันที่คุณแหย่เข้าไปในปากอาจทำให้คุณอยากอาเจียนได้ หรือถ้าทนรสชาติยาสีฟันที่ใช้อยู่ไม่ไหว ลองหันไปใช้ยาบ้วนปากดูบ้างก็ได้ค่ะ

7. จิบน้ำแร่หรือน้ำอัดลมเวลาคลื่นไส้ ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้เช่นกัน

8. รับอากาศบริสุทธิ์อย่างสม่ำเสมอ เวลาทำกับข้าว คุณอาจจะลองเปิดหน้าต่างออกกว้างๆหรือใช้พัดลมดูดอากาศ

9. ถ้ากลิ่นของอาหารร้อน ๆ ทำให้คุณคลื่นเหียนเวียนหัว ลองเปลี่ยนมาทานอาหารเย็น ๆ ดูบ้างเผื่อจะดีขึ้น

10. ทานหรือดื่มอะไรที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว หรือจะฝานมะนาวแผ่นบางๆ ลงไปในน้ำชาก็เข้าทีดีเหมือนกัน

เครื่องดื่มช่วยบรรเทาการแพ้ท้อง

แก้อาการแพ้ท้องด้วยขิง
คุณ แม่มือใหม่ทราบไหมว่า… ขิงที่ทำออกมาในรูปแบบต่างๆ สามารถช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ทั้งสิ้น อย่างเช่น น้ำขิง ชาขิง คุ้กกี้หรือขนมที่มีส่วนผสมการทำมาจากขิง ขิงเชื่อม และปัจจุบันมีขิงที่แปรรูปออกมาจำหน่ายในรูปแคปซูลอยู่มากมายไม่ว่าจะรูปแบบ ใดก็ตาม คุณแม่ควรทานให้ได้ทุกวัน วันละหนึ่งกรัมซึ่งเท่ากับการได้ทานน้ำขิงประมาณ 3-4 แก้ว การใช้ขิงในการบรรเทาอาการแพ้ท้องนี้ ไม่ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงกับทารกแต่อย่างใด นักวิจัยจึงได้เริ่มศึกษาคุณแม่ท้องอ่อนที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 4 เดือน โดยเปรียบเทียบผลการใช้ขิงรักษา พบว่าขิงเป็นยาแก้แพ้ท้องที่ไม่มีพิษภัยใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อทารกน้อยในครรภ์ อีกทั้งยังออกมายืนยันว่าขิงเป็นยาสมุนไพรที่ช่วยลดอการแพ้ท้องได้ดี อีกทั้งขิงยังมีคุณสมบัติเป็นยาระบาย ช่วยขับลมในท้อง ลดและบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้เป็นอย่างดี คุณแม่แพ้ท้องทั้งหลายจึงให้ความสนใจในการเลือกจิบน้ำขิงร้อนๆ ซึ่งช่วยทำให้รู้สึกสดชื่นได้ดีอีกด้วย

เครื่องดื่มหวานๆ ให้พลังงานแก่ร่างกาย
คุณ แม่ที่ยังไม่สามารถทานอาหารได้เยอะจึงทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ง่าย เครื่องดื่มที่ให้ความหวานอย่างเช่น น้ำส้มคั้น น้ำผลไม้ต่างๆ น้ำหวาน น้ำอัดลมก็จะช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายและทำให้สดชื่นได้มากขึ้น มีคุณแม่บางท่านที่แพ้หนักแล้วไม่อาจดื่มน้ำได้ก็หันมาเลือกผสมน้ำเปล่ากับ น้ำหวานลงไปแล้วดื่ม เพียงเท่านี้… ก็ช่วยทำให้ร่างกายไม่ขาดน้ำและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก็หายได้แล้ว อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณแม่ที่ปากและน้ำลายขมพะอืดพะอมอยู่บ่อยๆ นอกจากการดื่มน้ำผสมน้ำหวาน การหาลูกอมหวานๆ มาไว้อมบ้างก็ช่วยเปลี่ยนรสชาติในขณะดื่มน้ำได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

เครื่องดื่มต้องห้ามขณะคุณแม่ตั้งครรภ์และแพ้ท้อง
1 นม ส่วนใหญ่เวลาแพ้ท้อง คุณแม่ไม่อาจดื่มนมได้จริงไหมคะ เพราะนมมีส่วนทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนหนักขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว คุณแม่แพ้ท้องใน 3 เดือนแรกจึงมักไม่ได้แนะนำให้ดื่มนม นอกเสียจากรอให้ผ่านพ้นระยะเวลาแพ้ท้องก่อนเราจึงจะหันมาดื่มนมได้ปกติ
2 เครื่องดื่มชา กาแฟ เพราะในส่วนผสมเหล่านี้มีคาเฟอีนสูงซึ่งหากคุณแม่ดื่มจนร่างกายได้รับคาเฟอี นสูงเกินไป ก็อาจมีผลกระทบร้ายแรงถึงขั้นหยุดยั้งการเจริญเติบโตของทารกอ่อนในครรภ์
3 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลเสียจากเครื่องดื่มเหล่านี้มีมากมาย เห็นโดยตรงได้เลยว่า นอกจากจะทำลายสุขภาพของคุณแม่แล้ว ยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทารกในครรภ์โดยตรงได้อีก เพราะถ้าหากไม่เกิดภาวะแท้งบุตรก็อาจเสี่ยงที่คุณแม่จะมีลูกที่พิการตั้งแต่ กำเนิดได้นั่นเองค่ะ

คำแนะนำในการดื่มน้ำ
การดื่ม เครื่องดื่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มชนิดใดก็แล้วแต่ ไม่ควรดื่มทีละมากๆ ทีเดียวหมด คุณแม่ที่มีอาการแพ้อาจจะทำให้ยิ่งอาเจียนหนักมากขึ้น ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนมาจิบทีละน้อยแทนดีกว่า แต่ให้เน้นจิบบ่อยๆ ทั้งวัน คุณหมอสูติแนะนำว่า หากในช่วงเวลาที่เรากำลังพะอืดพะอม แต่ยังไม่อาเจียนออกมาก็ควรหาน้ำอุ่นที่ค่อนไปทางร้อนนิดๆ มาจิบ การได้หายใจรับเอาไอน้ำร้อนๆ เข้าไปเต็มปอด จะช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนลงได้ และถ้าหากเราอาเจียนออกไปหมดแล้ว ก็ให้ดื่มน้ำอุ่นสักแก้วตามเพื่อล้างกลิ่นอาเจียนที่ติดอยู่ในคอในปากออกไป ให้หมด เพราะถ้าหากปล่อยไว้ กลิ่นอาเจียนที่คั่งค้างนั่นจะทำให้เราอยากอาเจียนได้อีกเรื่อยๆ และที่สำคัญการดื่มน้ำอุ่นหลังอาเจียนทุกครั้งจะช่วยล้างกรดจากกระเพาะที่ ค้างอยู่ในหลอดอาหารให้หมดไป ซึ่งช่วยให้ไม่แสบจุกบริเวณหน้าอกหลังจากอาเจียนได้นั่นเอง

จากประสบการณ์ที่ได้ได้ยินมาในขณะที่แพ้หนักสามเดือนแรก การดื่มน้ำเปล่าในช่วงแรกๆ ถือว่าขมมาก และนั่นจึงทำให้ไม่อยากดื่มน้ำเลยแม้แต่นิด จะฝืนดื่มก็เฉพาะกับตอนที่ต้องทานยาจริงๆ หากเมื่อไม่อาจดื่มน้ำเปล่าปกติได้ ฉันจึงหาทางเลือกให้ตัวเองโดยการดื่มน้ำอัดลมแทน ซึ่งก็ช่วยได้มากเพราะนอกจากในน้ำอัดลมจะมีน้ำตาลซึ่งแปรรูปเป็นพลังงานให้ แก่ร่างกายได้แล้ว ยังทำให้สดชื่นมีพลังกระฉับกระเฉงขึ้นได้มากอีกด้วย แต่การดื่มน้ำอัดลมก็ใช่ว่าจะดีต่อสุขภาพเสมอไป เพราะในน้ำอัดลมก็เต็มไปด้วยคาเฟอีนสูงถึง 27% และมีน้ำตาลสูง อย่างไรก็ตาม… เราควรดื่มเพื่อระงับหรือป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนในบางครั้งเท่านั้น ไม่ควรดื่มแทนน้ำปกติ ยิ่งโดยเฉพาะอายุครรภ์ในไตรมาสที่สองและสาม ถ้าหากคุณแม่หลีกเลี่ยงน้ำอัดลมได้จะยิ่งดีต่อสุขภาพทารกในครรภ์มากที่สุด

http://women.kapook.com/view5692.html

http://tinyzone.tv/HealthDetail.aspx?ctpostid=922

http://women.thaiza.com/3-%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%9B%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87/228057/

อาการคนท้อง อาการคนท้องระยะแรก เป็นอย่างไร มีการสอบถามเรื่องอาการคนท้อง ในpantip เป็นอย่างมาก หัวข้อนี้มีหลายเว็บที่นำเสนอข้อมูลอาการคนท้องระยะแรกเป็นอย่างไร บลอกของเราก็ขอเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาเสนอในรูปแบบของคลิป เพื่อให้เข้าใจง่ายๆครับ

จุดประสงค์ของคลิปเรื่อง อาการคนท้อง ทำให้หญิงตั้งครรภ์ทราบถึงอาการแพ้ท้อง ว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่และได้รู้ถึงอาการผิดปกติขิงการต้องครรภ์

อาการคนท้อง

อาการคนท้อง เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายดังนี้

1. เต้านมจะใหญ่ขึ้น ฐานของหัวนม อาจมีสีที่เข็มขึ้นจนถึงกับดำ และจะมีการเจ็บหน้าอก
2. ปัสวะจะสีเข็มขึ้น และ จะปัสวะบ่อยๆ
3. ปวดศรีษะได้ง่าย บางรายอาจมีอาการอาเจียน
4. น้ำหนักอาจลดได้เนื้องจากปัจจัย จากการแพ้ท้องเบื้องต้น
5. มีอาการปวดหลัง
6. ฝ้าขึ้น ที่หน้า
7. การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่มีผลต่อการเติมโตของเด็ก เช่น ท้องเริ่มลาย เต้านมมีเส้นเลือดใหญ่ขึ้น

อาการคนท้อง

สัญญาณการตั้งครรภ์ 15 ข้อ

1. ลมหายใจติดขัด
หมู่นี้คุณต้องหอบหายใจเมื่อก้าวขึ้นบันไดรึเปล่า? นี่อาจไม่ใช่เพราะร้างลาจากฟิตเนสเท่านั้นนะ ตัวอ่อนในครรภ์ต้องการออกซิเจน ร่างกายของคุณจึงต้องพยายามหายใจเอาอากาศเข้าไปให้มากขึ้น ปกติแล้ว อาการหายใจขัดมักเริ่มต้นในช่วงไตรมาสสอง แต่คุณแม่บางคนก็อาจเริ่มหอบเหนื่อยได้ตั้งแต่ช่วงแรก

แย่หน่อยที่อาการนี้จะต่อเนื่องไปตลอด 9 เดือนของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่มดลูกขยายใหญ่จะเบียดพื้นที่ในช่องอก จะยิ่งรู้สึกอึดอัด (เอาน่า พอลูกเลื่อนลงไปอยู่ใกล้ปากมดลูกช่วงก่อนคลอด อาการจะทุเลาไปเอง)

2. เจ็บหน้าอก
อาการคัดตึงเต้านมเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกได้ว่ามีอาการคัดตึงเต้านม หรือรู้สึกเจ็บเล็กน้อยบริเวณหัวนม ตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์แรก ตลอด 9 เดือน หน้าอกของคุณจะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นและหนักขึ้นไปตามอายุครรภ์ หน้าอกอาจนุ่มขึ้น, วงปานนมมีสีเข้มขึ้น หรือเห็นเส้นเลือดดำบริเวณเต้านมได้ชัดเจน

3. อ่อนเพลีย
ทั้งที่มีหนังสือนิยายสืบสวนเล่มใหม่อยู่ในมือ แต่อ่านไปได้ 4-5 หน้าก็ต้องปิดไฟเข้านอนเสียแล้ว ความอ่อนเพลียนี้เป็นผลจากระดับฮอร์โมน และจะต่อเนื่องไปจนหมดไตรมาสที่หนึ่ง กว่าจะทุเลาก็เมื่อเข้าไตรมาสที่สองแล้วนั่นแหละ ระหว่างนี้ก็รีบเข้านอนเร็วๆ, กินอาหารที่มีธาตุเหล็ก, โปรตีน และดื่มน้ำให้มากขึ้น แต่ต้องเลี่ยงชากาแฟ และขนมหวาน (ให้พลังงานจริง แต่เป็นพลังงานระยะสั้นที่มีน้ำตาลสูง)

4. คลื่นไส้อาเจียน
อาการคลื่นไส้อาเจียนมักเริ่มต้นในสัปดาห์ที่หกหลังการปฏิสนธิ แต่คุณแม่บางคนก็อาจอออกอาการตั้งแต่ช่วงแรก สาวๆ ส่วนใหญ่รู้สึกคลื่นไส้ในตอนเช้า แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่โชคร้ายหน่อย เพราะต้องวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาเจียนทั้งเช้า-กลางวัน-เย็น

5. ปัสสาวะบ่อย
ง่วงแทบลืมตาไม่ขึ้น แต่ก็ต้องลุกไปห้องน้ำกลางดึกอยู่บ่อยๆ นี่อาจเป็นสัญญาณการตั้งครรภ์ เพราะร่างกายของแม่ตั้งครรภ์จะผลิตเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น ไตจึงต้องขับของเสียมากขึ้น ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะรองรับของเหลวมากขึ้นตามไปด้วย

6. ปวดศีรษะ
อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยขณะตั้งครรภ์รองจากอาการคลื่นไส้อาเจียน ตัวการหลักก็ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามเคย แต่บางคนที่มีอาการไมเกรนหรือไซนัสอยู่ก่อนแล้ว อาการอาจยิ่งรุนแรงขึ้นได้

อาจกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ แต่ก็ควรดูแลร่างกายด้วยการกินอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ ปรับสภาพแวดล้อม (คุณแม่ที่มีอาการปวดศีรษะหลายคนบอกว่า แสงจ้าๆ จะยิ่งกระตุ้นให้รู้สึกปวด หากคุณมีอาการเช่นนี้ ก็ควรเอาม่านหน้าต่างลง หรือปิดไฟบางดวงไปบ้าง) และผ่อนคลายจิตใจด้วย

7. ปวดหลัง
ถ้าแผ่นหลังส่วนล่างรู้สึกเจ็บ นี่อาจเป็นเพราะเส้นเอ็นบริเวณนั้นเริ่มคลายตัวเพื่อรองรับสรีระที่กำลังจะ เปลี่ยนแปลง อาการปวดหลังนี้จะทวีขึ้นขณะที่น้ำหนักตัวของคุณค่อยๆ เพิ่มขึ้น พักผ่อนให้มาก และเริ่มต้นบริหารกล้ามเนื้อแผ่นหลังเสียแต่วันนี้

8. อยากอาหาร/เบื่ออาหาร
โหยของเปรี้ยวๆ ที่ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ได้ชะงัด แต่ดันเอียนปลานึ่งของโปรดเสียอย่างนั้น ผลการวิจัยชี้ว่า คุณแม่ตั้งครรภ์กว่าร้อยละ 90 จะอยากกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ ตรงกันข้าม คุณแม่ร้อยละ 50-85 จะเกิดอาการเกลียดอาหารบางชนิด

9. ท้องผูก/ตัวบวม
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วยังใส่ยีนส์ตัวเก่งได้อยู่เลย ไหงอาทิตย์นี้ยัดไม่เข้า? ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอาจไปกระตุ้นให้กระบวนการย่อยอาหารและขับถ่ายทำงานช้าลง พาให้ท้องผูกและตัวบวมอย่างนี้แหละ ลองดื่มน้ำให้มากขึ้น และกินอาหารที่มีกากไย หรือกินอาหารที่ช่วยระบาย เช่น กล้วยน้ำว้า ดูนะ

10. อารมณ์เหวี่ยง
ช่วงนี้เป็นบ่อยจนชักรำคาญตัวเอง สาเหตุก็คือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอีกนั่นแหละ จะว่าไปก็เป็นอาการปกติช่วงก่อนมีประจำเดือน แต่แม่ท้องจะอารมณ์เหวี่ยงนานกว่า และดูรุนแรงกว่า

11. อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
ปกติแล้ว ก่อนมีประจำเดือน 2 สัปดาห์ อุณหภูมิร่างกายของผู้หญิงมักจะสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าผ่านช่วงที่ประจำเดือนน่าจะมาไปแล้ว (และประจำเดือนไม่มา) และอุณหภูมิร่างกายยังสูงเท่าเดิม ก็อาจแปลว่าคุณกำลังจะมีข่าวดี

12. จมูกไว
ผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้คุณกลายเป็นคนจมูกไว ได้กลิ่นอะไรก็พานเหม็นจนอยากอาเจียนไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นจากถังขยะ, กลิ่นกาแฟถ้วยโปรด, หรือแม้แต่น้ำหอมที่เคยชอบ.

13. หน้ามืดเป็นลม
ปริมาณน้ำตาลหรือความดันโลหิตที่ลดลง อาจส่งผลให้คุณรู้สึกหน้ามืดตาลายได้ อย่าลืมกินอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอด้วยนะ

14. เลือดไหล
ถ้าเป็นเลือดใสๆ ที่ไหลออกมาช่วง 2-3 วันก่อนถึงวันที่ประจำเดือนควรจะมา อาจเป็นเลือดที่เกิดระหว่างที่ตัวอ่อนฝังตัวบนผนังมดลูก แบบนี้ก็ไม่ใช่ประจำเดือนหรอกนะ

15. ประจำเดือนมาช้า
ถ้าประจำเดือนมาช้ามากกว่า 10 วัน ก็ไปซื้อเครื่องตรวจการตั้งครรภ์มาลองตรวจดูได้แล้วละ

อาการคนท้อง

การดูแลรักษาร่างกายเมื่อรู้ว่าท้อง หลังจากที่รู้ว่าอาการคนท้องเป็นอย่างไร

1. งด ดืม กาแฟ เหล้า น้ำผลไม้บางชนิด
2. รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง
3. ไม่ควรบ่อยให้ท้องว่าง เพราะจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้
4. ดื่มน้ำให้มากๆ
5. ออกกำลังกายอยู่เสมอ แต่ไม่ควรออกกำลังกายที่ใช้ท่าหนักๆ
6. อย่านั่งหรือยืนนานๆ

หัวข้อน่าสนใจ

Leave a comment

You must be Logged in to post comment.