Home » สุขภาพ » ยาคุมกําเนิด ผู้หญิงควรรู้ไว้ การกินยาคุม ทำอย่างไร


ยาคุมกําเนิด ผู้หญิงควรรู้ไว้ การกินยาคุม ทำอย่างไร

ยาคุมกําเนิด ผู้หญิงควรรู้ไว้ การกินยาคุม ทำอย่างไร

ยาคุมกำเนิดเป็นยาที่ใช้ป้องกันการตั้งครรถ์ของผู้หญิง และหนึ่งในวิธีคุมกำเนิดที่ง่าย มีประสิทธิภาพดี และได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับคุณผู้หญิงก็ คือการใช้ยาคุมกำเนิด แต่ผู้หญิงหลายๆ คนยังใช้ยาคุมไม่ถูกต้อง หรือไม่รู้ว่าควรกินเมื่อไหร่ อย่างไร หรือถ้าเป็นวัยรุ่นก็จะเขินอายไม่กล้าไปซื้อจะทำให้ปัจจุบันมีวัยรุ่นตั้งท้องมากขึ้นทุกปี สภาพเศรษฐกิจของทั่วโลก รวมทั้งบ้านเรากำลังแย่ลง ค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงขึ้น มีคนว่างงานมากขึ้น การตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผน อาจก่อให้เกิดปัญหากลุ้มใจให้กับหลายๆ คน เช่น พ่อแม่ หรือเด็กเกิดมาไม่มีพ่อการคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นได้ค่ะ

สารบัญ ยาคุมกําเนิด

การคุมกำเนิดในปัจจุบันมีหลายวิธี เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การฉีดยาคุมกำเนิด การใส่ห่วงคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด และการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน ส่วนการจะเลือกใช้วิธีใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน แต่วิธีที่ง่ายที่สุด คือแบบกิน จะง่ายและสะดวกในการหาซื้อ ไม่แพง

สำหรับหลายๆ คนที่ยังไม่รู้จักยาเม็ดคุมกำเนิด มาทำความรู้จักและใช้ยาตัวนี้ให้ถูกต้องและปลอดภัยกันดีกว่าค่ะ

สารบัญ ยาคุมกําเนิด

1. ยาคุมกำเนิด คืออะไร

2. ประเภทของยาคุมกำเนิด

3. ยาคุมแบบฉีด

4. ยาคุมแบบฝัง

5. อาการข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิด

6. ข้อระวังเมื่อใช้ยาคุมกำเนิด

7. วิธีทานยาคุมกำเนิดให้ถูกวิธี

8. ทำอย่างไรถ้าลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิด

9. สาเหตุที่ตังครรภ์ขณะรับประทานยาคุมกำเนิด

==========

ยาคุมกำเนิดคือ

ยาเม็ดคุมกำเนิด คือยาเม็ดที่ใช้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์แบบชั่วคราวประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน และโปรเจสโตเจนจัดทำไว้เป็นแผงหลายชนิดแต่ละชนิดจะมีปริมาณตัวยาและจำนวนเม็ดไม่เท่ากัน เช่น 21,28 เม็ด ผู้ใช้ต้องกินอย่างต่อเนื่อง บางชนิดอาจหยุดยาเป็นช่วง เมื่อเลิกใช้ก็สามารถกลับมามีบุตรได้อีก เมื่อรับประทานยาครบสิบเม็ดจึงจะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้

สำหรับผู้ที่มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอ สามารถเริ่มยาคุมกำเนิดได้ภาย 5 วันตั้งแต่เริ่มมีประจำเดือนค่ะ อาจจะเริ่มกินตั้งแต่วันแรกที่มีเลยก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเลยวันที่ 5 ไปแล้ว ก็ต้องรอรอบต่อไปค่ะ แต่หากในรายที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอควรปรึกษาแพทย์ก่อน ซึ่งคุณหมอจะเป็นผู้แนะนำ และอาจมีการตรวจการตั้งครรภ์ก่อนให้เริ่มยาค่ะ

สิ่งสำคัญก็คือควรรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกวัน เพื่อประสิทธิภาพของการคุมกำเนิด และถ้าลืมรับประทานยาให้ปฏิบัติดังนี้ค่ะ

- ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ และรับประทานยาเม็ดต่อไปตามปกติ – ถ้านึกได้เมื่อถึงเวลารับประทานยาเม็ดถัดไป ให้รับประทานยา 2 เม็ดพร้อมกัน

- ถ้าลืมรับประทานยา 2 เม็ดติดกัน ควรรีบรับประทานยา 2 เม็ด เมื่อนึกได้ และรับประทานยาอีก 2 เม็ด ในวันต่อไป และควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยค่ะ

- ถ้าลืมรับประทานยามากกว่า 2 เม็ด ให้หยุดรับประทานยา แล้วคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น เช่น ใช้ถุงยางอนามัย จนกว่าจะมีประจำเดือนถึงเริ่มยาคุมแผงใหม่ค่ะ

=========

การรับประทานยาคุมติดต่อกันไม่ได้ทำให้มดลูกแห้ง และไม่ได้ทำให้ความสามารถในการมีบุตรลดลงค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นการหยุดยาคุมเป็นพักๆ และเริ่มต้นใหม่อาจทำให้มีผลข้างเคียงมากกว่า เพราะอาการข้างเคียงมักเกิดในช่วง 2-3 เดือนแรกทีเริ่มรับประทานยา แต่ถ้ารับประทานต่อเนื่องกันไปอาการข้างเคียงมักบรรเทาหรือหายไป ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพักมดลูก หรือหยุดยาเป็นพักๆนะค่ะ

ถ้าหากสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงต่างๆจากยาคุมกำเนิดได้โดยทำให้เกิดภาวะ * ความดันโลหิตสูง * การแข็งตัวเป็นลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ

* การทำงานของหัวใจผิดปกติ

ยาคุมในท้องตลาดก็จะมีให้เลือกอยู่มากมายหลายชนิดหลายยี่ห้อราคาถูกและแพง 1. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

* ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนระดับเดียว

* ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนหลายระดับ 2. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสโตเจน 3. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่ใช้ภายหลังการร่วมเพศ 4. การฉีดฮอร์โมน 5. การฝังฮอร์โมน

==========

ประเภทของยาคุมกำเนิด

ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

ยาคุมกำเนิด มีอยู่ 4 ชนิด ดังนี้

1. ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined pills) : ยาทุกเม็ดมีส่วนประกอบของเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนในขนาดเท่ากันทุกเม็ด โดยใน 1 แผง มี 21 เม็ด และ 28 เม็ด โดยแบบหลังนี้ 7 เม็ดสุดท้ายจะเป็นวิตามิน แป้ง หรือธาตุเหล็ก เหมาะกับคุณแม่ที่ขี้ลืมค่ะ ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้ไม่ได้ส่งผลแตกต่างกันแต่อย่างใดค่ะ

2. ยาคุมกำเนิดชนิดเลียนแบบธรรมชาติ (Sequential pills) : ยา 15-16 เม็ดแรก ประกอบด้วยเอสโตรเจนอย่างเดียว ส่วน 4-5 เม็ดหลังจะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนด้วย ปัจจุบันยาคุมประเภทนี้ไม่ได้ใช้แล้ว เนื่องจากมีอาการข้างเคียงมาก และประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่แน่นอน

3.ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว ( Mini pills) : ปัจจุบันใช้ในคุณแม่ที่ให้นมบุตรค่ะ เพราะไม่ลดปริมาณน้ำนม

4.ยาคุมกำเนิดชนิดชั่วคราว หรือที่รู้จักในนามยาคุมฉุกเฉิน ( Post coital ormorning after pill) ซึ่งไม่ควรใช้ติดต่อกันหรือใช้แทนการคุมกำเนิดทั่วไปค่ะเพราะประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดต่ำ อาจมีเลือดออกผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อ การตั้งครรภ์นอกมดลูกค่ะ

==========

ยาคุมแบบฉีด

ยาฉีดคุมกำเนิดแบบฉีดเป็นการคุมกำเนิดชั่วคราวโดยการฉีดฮอร์โมนเข้าไปในกล้ามเนื้อในระยะเวลาที่กำหนด เหมาะสำหญิงหญิงที่ลืมรับประทานยา หรือมีโรคความดันโลหิตสูง

ยาฉีดคุมกำเนิดที่มีในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. ยามีฮอร์โมนชนิดเดียว เป็น ฮอร์โมน Progestin อย่างเดียว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

ยา Medroxy progesterone ที่นิยมใช้มากที่สุด คือ Depo medroxy progeste rone acetate หรือคำย่อที่รู้จักกันดี คือ DMPA ขนาด 150 มิลลิกรัม จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 3 เดือน

ยา Norethisterone enanthate ขนาด 200 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ทุก 2 เดือน

2. ยามีฮอร์โมนรวม คือ มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เละ โปรเจสตินประกอบด้วยยา Estradiol cypionate 5 มิลลิกรัม และ Medroxyprogesterone acetate 25 มิลลิกรัม เป็นยาที่ผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อด้อยของยาฉีดที่มีฮอร์โมนโปรเจสตินฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 1 เดือน ซึ่งยากลุ่มนี้ทำให้มีประจำเดือนมาทุกเดือน

ก็จะต้องเริ่มฉีดยาภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือนเหมือนยาคุมกำเนิดชนิดอื่นๆ เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด เมื่อครบกำหนดฉีดยาแล้วแต่ประจำเดือนยังไม่มา ก็ต้องไปฉีดยาตรงตามที่แพทย์กำหนด ห้ามรอจนกว่าจะมีประจำเดือนมาแล้วค่อยไปฉีดยา อาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว แพทย์หรือพยาบาลจะฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อที่ต้นแขน หรือ สะโพก หลังฉีดอาจมีอาการปวดตึงๆในบริเวณที่ฉีดยา ประมาณ 1 วัน แล้วจะหายไป ที่สำคัญ คือ หลังฉีดยาอย่าไปคลึงบริเวณที่ฉีดยาเพราะจะทำให้ยาถูกดูดซึมเร็วเกินไป ทำให้ระดับยาเหลือไม่สูงพอที่จะป้อง กันการตั้งครรภ์จนครบ 3 เดือนได้

ผลข้างเคียงของยาคุมชนิดฉีด

ผลข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิดยามีฮอร์โมนชนิดเดียว ในกลุ่ม DMPA และ NET-EN หรือ Noriste rat คือ

* มีเลือดออกกะปริดกะปรอยจากโพรงมดลูก * ไม่มีประจำเดือน หรือขาดประจำเดือน

* น้ำหนักตัวเพิ่ม

* ภาวะกระดูกบาง เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสตินจะไปยับยังการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ ทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง มีผลทำให้มวลกระดูกลดลง ความหนาแน่นกระดูกลดลง (Bone mineral density) แต่พบว่าเป็นแบบชั่วคราว เมื่อหยุดฉีดยาคุม ความหนาแน่นของมวลกระดูกจะกลับคืนมาเป็นปกติ

* มึนงง วิงเวียนศีรษะ

* อารมณ์เปลี่ยนแปลง

=========

ยาคุมแบบฝัง

ยาฝังคุมกำเนิด หรือยาคุมกำเนิดแบบฝัง เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวชนิดหนึ่ง โดยการฝังฮอร์โมนเพศหญิงที่ทำเป็นแท่งเล็กๆเข้าไปที่ใต้ผิวหนังใต้ท้องแขนด้านที่ไม่ถนัด ซึ่งฮอร์โมนนี้จะค่อยๆซึมผ่านออกมาจากแท่งยาเข้าสู่ร่างกาย และไปทำการยับยั้งการเจริญเติบโตของฟองไข่ของสตรี ส่งผลทำให้ไม่มีการตกไข่ตามมา จึงสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ ยาฝังคุมกำเนิด เป็นวิธีคุมกำเนิดที่สะดวกสบาย มีใช้มานานนับ 10 ปี ในระยะแรกจะเป็นฮอร์โมนที่บรรจุในแท่งพลาสติกเล็กๆจำนวน 6 แท่ง ขนาดแท่งละ 3.4 x 0.24 เซนติเมตร(ซม) เช่น ยา Norplant® สามารถใช้ได้คุมกำเนิดได้ 5 ปี ปัจจุบันมีการพัฒนาให้สะดวกขึ้นเหลือเพียงชนิดแบบ 1 แท่ง (Implanon®) ขนาดแท่งละ 4.0 x 0.20 ซม. คุมกำเนิดได้ 3 ปี และแบบ 2 แท่ง (Jadelle®) ขนาดแท่งละ 4.3 x 0.25 ซม. คุมกำเนิดได้ 5 ปี

ยาฝังคุมกำเนิด จะประกอบด้วย ฮอร์โมนเพศหญิงโปรเจสติน (Progestin,ฮอร์โมนเพศหญิงสังเคราะห์)) เพียงชนิดเดียว จึงไม่มีผลข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เหมือนในยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม ในยาฝังคุมกำเนิดที่ชื่อ Implanon® จะเป็นฮอร์โมน Etonogestrel 68 มก. (มิลลิกรัม) แล้วค่อยๆปล่อยฮอร์โมนออกมาวันละ 70-60 ไมโครกรัม ส่วน Jadelle® จะเป็นฮอร์โมน Levonorgestrel 75 มก. ปล่อยฮอร์โมนออกมาวันละ 100-40 ไมโครกรัม (ระดับฮอร์โมนจะสูงในช่วงแรก และค่อยๆลดลงจนคงที่ในระยะเวลาต่อมา)

กลไกการป้องกันการคุมกำเนิด คือ ฮอร์โมนที่ปล่อยออกมาจากแท่งยาฝัง จะไปมีผลทำให้ฟองไข่ไม่พัฒนา จึงไม่สามารถโตต่อไปจนตกไข่ได้ ทำให้ไม่มีไข่ที่จะรอผสมกับเชื้ออสุจิ จึงไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ ฮอร์โมนนี้ยังทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้น ทำให้เชื้ออสุจิว่ายผ่านเข้าไปได้ยาก จึงช่วยลดโอกาสเกิดการผสมกับไข่ ยาฝังคุมกำเนิด มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดดีมาก โอกาสการตั้งครรภ์น้อยกว่า 1 ใน 100 ของสตรีที่ใช้ยาฝังคุมกำเนิด

ผลข้างเคียง ข้อเสียของยาฝังคุมกำเนิด คือ อาจมีผลข้างเคียงจากยาได้ โดยผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ * ประจำเดือนกะปริบกะปรอย พบมากที่สุด * ไม่มีประจำเดือน หรือเกิดภาวะขาดประจำเดือน * อาจมีน้ำหนักตัวขึ้น * ปวดแขนบริเวณที่ฝังแท่งยาคุมกำเนิด * แผลที่ฝังยาเกิดการอักเสบ หรือมีรอยแผลเป็น

* อารมณ์แปรปรวน * ปวด/เจ็บเต้านม * มีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูก (ท้องนอกมดลูก) หากเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น * อาจเกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ

==========

อาการข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิด

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักตัวเพิ่ม สิว ฝ้า ผมร่วง ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้จะเป็นในระยะเริ่มแรกของการเริ่มใช้ยาคุมกำเนิด ส่วนใหญ่หายได้เอง

* อาการคลื่นไส้อาเจียน มักพบช่วงแรกของการใช้ยา แก้ไขโดยให้กินยาคุมหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน แต่ถ้ามีอาการมากหรือเป้นอยู่นานควรปรึกษาแพทย์ แต่ถ้าใช้ระยะแรกไม่เกิดแล้วมาเกิดภายหลังอาจจะเกิดจากการตั้งครรภ์หรือโรคอื่น ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

* อาการเจ็บคัดเต้านม พบในระยะแรกของการรับประทานยา ซึ่งจะลดลงหรือหายไปในเวลาต่อมา

* เลือดออกกะปริดกะปรอย มักพบในระยะแรก หรือผู้ที่ลืมกินยาบ่อยแก้ไขโดยการกินยาอย่างสม่ำเสมอ

* ยาคุมกำเนิดจะทำให้ประจำเดือนมาน้อยลง ปวดประจำเดือนน้อยลง และป้องกัน cyst และเนื้องอกที่รังไข่และมดลูก

* การขาดระดูระหว่างการใช้ยา ควรตรวจให้แน่ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์

=========

ข้อระวังเมื่อใช้ยาคุมกำเนิด

หากท่านที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดและเกิดอาการเหล่านี้ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์

* มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง

* ตัวเหลืองตาเหลือง

* ปวดศีรษะอย่างรุนแรง จะเป็นลม เวียนศีรษะ * ความดันโลหิตสูง * มีอาการปวดและบวมเท้า และน่องให้สงสัยว่าเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ * ปวดตา ตาพร่า เห็นแสงวูบวาบให้สงสัยว่ายาคุมกำเนิดทำให้ไมเกรนเป็นมากขึ้น

* มีอาการปวดหน้าอกและหายใจหอบ * มีอาการซึมเศร้า

==========

วิธีทานยาคุมกำเนิดให้ถูกวิธี

ยาคุมชนิด 21 เม็ด = การกินยาแผงแรก สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันที่ 1-10 ของการมีประจำเดือน (แต่วันที่ 5 จะเหมาะสมที่สุด) โดยเลือกเม็ดยาให้ตรงกับวันที่เริ่มกินยา เช่น เริ่มเม็ดแรกวันจันทร์ ก็ให้กินเม็ดที่ด้านหลังแผงเขียนว่า “จ” หรือ “Mon” กินคืนละ 1 เม็ด ก่อนนอนทุกคืน ตรงเวลา ห้ามลืมกิน โดยกินไปตามลูกศร จนครบ 21 เม็ด เมื่อหมดแผงแรกแล้ว ให้หยุดยา 7 วัน แล้วจึงเริ่มกินยาแผงใหม่ต่อไป โดยในช่วง 7 วันที่หยุดยา จะมีประจำเดือนมา ไม่ต้องสนใจว่าจะมากี่วัน ถึงแม้จะยังไม่หมด แต่เมื่อหยุดยาแผงแรกครบ 7 วันแล้ว ก็เริ่มยาแผงใหม่ได้เลย

ยาคุมชนิด 28 เม็ด = จะประกอบด้วยฮอร์โมน 21 เม็ด และอีก 7 เม็ด อาจเป็นแป้ง วิทามิน หรือเหล็ก ซึ่งจะมีสีหรือขนาดเม็ดยาแตกต่างจาก 21 เม็ด เม็ดแป้งอีก 7 เม็ดที่เพิ่มเข้ามา เพื่อให้กินยาติดต่อกันทุกวัน โดยไม่ต้องเว้นช่วง จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการนับวัน การกินยาแผงแรก ให้เริ่มกินในวันแรกที่มีประจำเดือน โดยให้เริ่มกินในส่วนที่เป็นสีแดงในด้านหลังของแผง และเลือกเม็ดยาให้ตรงกับวันแรกของการมีประจำเดือน กินคืนละ 1 เม็ด ก่อนนอนทุกคืน ตรงเวลา ห้ามลืมกิน โดยกินไปตามลูกศร จนครบ 28 เม็ด เมื่อกินหมดแผงแล้ว สามารถเริ่มยาแผงต่อไปได้ทันที โดยไม่ต้องสนใจว่ากำลังมีประจำเดือนอยู่หรือไม่ก็ตาม

ข้อควรปฏิบัติในการกินยาคุมกำเนิด

1. ในการกินยา 15 เม็ดแรก ของแผงแรก อาจมีประสิทธิภาพการคุมกำเนิดไม่ดีนัก ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นด้วย แต่แผงถัดไป จะปลอดภัยทุกวัน 2. การกินยาแผงแรก อาจมีอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้อาเจียน เพราะร่างกายยังไม่ชินกับยาคุม เมื่อกินไป 2-3 แผง อาการจะค่อยๆหายไป หากยังไม่หายให้ปรึกษาเภสัชต่อไป 3. ถ้าลืมกินยา ให้กินทันทีที่นึกได้ หากลืมกินเกิน 12 ชม. ควรคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย แต่ต้องกินยาให้ครบแผง เพื่อให้ประจำเดือนมาปกติ (ดูรายละเอียดได้ในหัวข้อการลืมกินยา) 4. การกินยาคุมที่มีปริมาณ EE ต่ำ (0.02 มก.) ควรกินเม็ดแรกตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือน 5. ยา 7 เม็ดแรก จะมีความสำคัญต่อการยับยั้งการตกไข่มาก จึงไม่ควรลืมกินยาในช่วง

นี้ 6. ในกรณียามี 22 เม็ด (เช่น Lyndiol 50 E, Minilyn) ให้หยุดยาแค่ 6 วัน

==========

ทำอย่างไรถ้าลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิด

ถ้าหากลืมไม่ต้องตกใจมีวิธีแก้ง่าย ๆๆๆไม่อันตรายหรือเรื่องที่น่ากลัวอย่างที่คิด

ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ การลืมกินยาอาจจะทำให้เกิดผลเสีย เช่น ทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย ถ้าลืมบ่อยๆอาจเกิดการตั้งครรภ์ ดังนั้นควรกินยาเวลาเดียวกันทุกวัน และหากลืมกินยาให้แก้ไขดังนี้

* ลืมกินยาหนึ่งเม็ดให้กินทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปตามปกติ

* ลืมกิน 2 เม็ดติดต่อกันในช่วง 2 สัปดาห์แรกให้กินยา 2 เม็ดติดต่อกัน 2 วัน แล้วกินต่อตามปกติจนหมดแผง ห้ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย

* ลืมกินยา 2 เม็ดติดกันในช่วงสัปดาห์ที่3 หรือลืมมากว่า 2 เม็ดในช่วงใดก็ตามให้หยุดยาแผงนั้นจนกว่าจะมีประจำเดือน จึงเริ่มแผงใหม่ ให้ใช้ถุงยางอนามัยหรืองดการร่วมเพศ

* ลืมกินยามากกว่า 2 เม็ดให้หยุดยาคุมแล้วใช้วิธีอื่นคุมกำเนิดเมื่อประจำเดือนมาจึงเริ่มใหม่

==========

สาเหตุที่ตังครรภ์ขณะรับประทานยาคุมกำเนิด

ทราบกันหรือไม่ว่าผู้หญิง 80 ล้านคนทั่วโลกประสบกับปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ในสังคมไทยเองอัตราเด็กวัยรุ่นไทยอายุต่ำกว่า 19 ปี ประสบปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านสุขภาพกาย จิตใจ การดำเนินชีวิต ครอบครัว และสังคมตามมา ในจำนวนผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เหล่านี้มีส่วนหนึ่งที่เป็นผู้หญิงที่มีประวัติการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแต่เพราะเหตุใดยังเกิดการตั้งครรภ์ได้ทั้งที่อยู่ในระหว่างรับประทานยาคุมกำเนิดเรามีคำตอบ

==========

ลืมกินยาคุม การคุมกำเนิดให้ได้ผลสูงสุดต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่วันไหนอยากคุมก็คุม วันไหนไม่อยากคุมก็ไม่คุม หรือบางทีก็ลืมคุมไปเลย เช่น ลืมกินยาคุม เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยครั้งในผู้ใช้ยา การลืมกินยาคุมแม้เพียงเม็ดเดียวก็ทำให้เกิดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์แล้ว กินยาคุมไม่ตรงเวลา การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดให้ได้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงสุดคือ การกินยาให้ตรงเวลาในแต่ละวัน เพื่อให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายสม่ำเสมอ ควรกินเวลาใดเวลาหนึ่งตลอดไป แนะนำให้กินหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน เพื่อลดผลข้างเคียงของยาคืออาการคลื่นไส้ ดังนั้นการกินยาเม็ดคุมกำเนิดจึงต้องมีวินัยในการกินยาพอสมควร ไม่ใช่นึกได้เวลาไหนก็กินเวลานั้นเพราะการกระทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ได้เช่นเดียวกัน

กินยาอื่นๆ ที่ตีกับยาคุม เนื่องจากมียาหลายตัวที่ทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลงหากใช้ร่วมกัน ดังนั้นต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นๆ (เช่น การใส่ถุงยางอนามัย) ร่วมด้วยชั่วคราวจนกว่าจะหยุดยาเหล่านั้น

==========

เรียบเรียงโดย Jamjung.com

ที่มา

http://hilight.kapook.com/view/36797

http://siamhealth.net/public_html/mother_child/birth_control/pills.HTM#.UlFYoFDwnSs

http://haamor.com/th/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94/

http://www.thepoz.org/th/2011-09-04-18-48-36/2011-09-04-18-50-20/61-2011-09-04-20-33-39.html

หัวข้อน่าสนใจ

Leave a comment

You must be Logged in to post comment.