Home » สุขภาพ » พัฒนาการทารก พัฒนาการเด็กแรกเกิด


พัฒนาการทารก พัฒนาการเด็กแรกเกิด

พัฒนาการทารก พัฒนาการเด็กแรกเกิด ทารกเมื่อคลอดออกมาแล้วก็จะต้องการคนดูแลเอาใจใส่อย่างมาก  เพราะจะค่อย ๆมีพัฒนาการขึ้นเรื่อยตามอายุ คุณแม่ควรศึกษาและเข้าใจธรรมชาติของทารกว่ามีพัฒนาการอย่างไรบ้างและจะต้องรับมืออย่างไร

พัฒนาการทารก พัฒนาการเด็กแรกเกิด

เด็กทารกต้องการความรักจากพ่อแม่ และได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่จึงจะโตมาเป็นเด็กที่ดีและฉลาด คุณแม่ควรที่จะเลี้ยงลูกน้อยด้วยน้ำนมแม่เพราะน้ำนมแม่นั้นมีสารอาหารครบถ้วนมีประโยชน์มากมายและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

สารบัญพัฒนาการทารก

  1. พัฒนาการเด็กแรกเกิด
  2. พัฒนาการเด็ก 1-3เดือน
  3. พัฒนาการเด็ก 4-6 เดือน
  4. นมแม่ดีอย่างไร
  5. วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด

พัฒนาการเด็กแรกเกิด

เด็กแรกเกิดต้องดูแลเป็นพิเศษมาก

ปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามธรรมชาติ
ทารกของคุณเกิดมาพร้อมกับปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่ทารกจะมองเห็นได้ดีขึ้นและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ลูกน้อยจะกำมือแน่นใส่อะไรเข้าไปในมือและจะหันไปหาทันทีเมื่อมีอะไรมาเขี่ยที่แก้ม รวมทั้งจะดูดของนุ่มๆ ที่แหย่เข้าไปในปากของแกด้วย

การสื่อสาร

คงไม่น่าแปลกใจหากคุณแม่ได้ทราบว่าวิธีการสื่อสารหลักของลูกน้อยในช่วงนี้ก็คือ การร้องไห้ ยิ่งคุณตอบสนองลูกเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกว่ามีคนรับฟังและใส่ใจดูแล จึงทำให้ทารกเกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น แล้วหลังจากนี้ไม่นานคุณเองก็จะเรียนรู้ว่า ลูกร้องไห้เพราะอะไร

การมองเห็น

ทารกแรกเกิดยังมองเห็นได้ไม่ชัดนัก โดยสามารถมองเห็นได้ในระยะ 8-10 นิ้ว หรือช่วงห่างระหว่างสายตาลูกกับใบหน้าแม่เมื่อแม่ให้นมลูกหรืออุ้มลูกไว้ในอ้อมกอด และต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน สายตาของทารกจึงจะได้รับการพัฒนาเต็มที่ให้สามารถมองเห็นความลึกของวัตถุและเห็นสีสันต่างๆ ได้

การนวดสัมผัสทารกแรกเกิด

การนวดสัมผัสเป็นวิธีที่ดีมากในการช่วยให้ลูกน้อยแรกเกิดของคุณผ่อนคลาย อีกทั้งยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ทางใจระหว่างคุณกับลูก ทารกแทบทุกคนล้วนต้องการการดูแลเอาใจใส่ อย่ากังวลใจว่าคุณนวดสัมผัสลูกได้อย่างถูกต้องหรือไม่ ควรเชื่อในสัญชาตญาณของความเป็นแม่ เริ่มต้นด้วยการนวดเบาๆอย่างอ่อนโยนและลูกจะแสดงอาการให้คุณทราบทันทีเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ส่วนใหญ่ลูกมักจะผลอยหลับไประหว่างการนวดหรือทันทีที่นวดเสร็จแล้ว จึงเหมาะสมที่จะนวดสัมผัสให้ลูกก่อนเวลานอนหรือหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ หากคุณแม่ใช้น้ำมันทาตัวลูกก่อนนวด อย่าลืมว่าลูกอาจเผลอดูดกลืนน้ำมันนั้นเข้าไปได้ ดังนั้นจึงควรใช้แต่น้ำมันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ เช่น น้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ซึ่งปลอดภัยและอ่อนโยนสำหรับผิวทารกและที่สำคัญ เป็นน้ำมันที่ใช้รับประทานได้

พัฒนาการเด็ก 1-3เดือน

ลูกน้อยยกศีรษะขึ้นได้แล้ว

ลูกน้อยของคุณยืดตัวตรงได้เต็มที่แล้ว โดยสามารถยกศีรษะขึ้นในแนวเดียวกับลำตัว และเริ่มใช้แขนยันตัวขึ้นจากพื้น ลูกยังคงสนุกกับมือสองข้างของตัวเองและเริ่มเอื้อมคว้าสิ่งต่างๆ ใกล้มือ แม้ว่าบางครั้งจะยังไม่สามารถใช้มือจับสิ่งนั้นไว้ได้ก็ตามที

การสื่อสาร

ลูกน้อยเริ่มส่งเสียง “อืออา” เบาๆ เพื่อตอบรับเสียงที่ได้ยิน และอาจจะเริ่มออกเสียงพยัญชนะเช่น ป บ และ ม ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากริมฝีปาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ในเวลาต่อมา คำคำแรกที่ลูกพูดได้ก็คือคำว่า “แม่” และ “ป้อ” (พ่อ)

ลูกเริ่มพัฒนาประสาทสัมผัสต่างๆ มากขึ้น

เสียงดังอาจทำให้ลูกผวาตกใจหรือร้องไห้ แต่เสียงแม่ที่คุ้นเคยช่วยปลอบโยนลูกได้ภายในเวลาไม่นาน! ลูกน้อยเริ่มสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวและใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ในการสำรวจเรียนรู้โลก

กระตุ้นร่างกายและจิตใจของลูกน้อย

ในช่วงนี้เป็นเวลาเหมาะอย่างยิ่งที่คุณจะแขวนโมไบล์ไว้เหนือเปลลูกในระดับที่ลูกสามารถเอื้อมถึงได้พอดี สีสันอันสดใส เสียงรัวดัง และเสียงกรุ๋งกริ๋งจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของทารกวัย 3 เดือนได้เป็นอย่างดี ทารกจะเริ่มไขว่คว้าเพื่อจับโมไบล์ให้เคลื่อนไหวและส่งเสียง อันเป็นการช่วยพัฒนาการทำงานอย่างสัมพันธ์กันระหว่างตากับมือ

พัฒนาการเด็ก 4-6 เดือน

ลูกน้อยของคุณเกือบจะนั่งได้แล้ว

คุณแม่อาจรู้สึกเหมือนว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาพร้อมกับลูกน้อยคนใหม่ในอ้อมแขนเมื่อวานนี้เอง แต่เพียงชั่วพริบตา คุณแม่ก็ได้เห็นพัฒนาการใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นของลูกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะช่วงแขน ลำตัวช่วงบนและคอของลูกจะแข็งแรงขึ้นมาก จนลูกเกือบจะสามารถลุกขึ้นนั่งได้เองแล้ว

ลูกน้อยจวนจะเริ่มไปโน่นมานี่ได้เองแล้ว

คุณแม่คงสังเกตเห็นว่าลูกสามารถควบคุมร่างกายช่วงบนได้ดีขึ้น และอาจจะสามารถนั่งได้เองโดยหน้าไม่คะมำ นอกจากนี้ คุณแม่ยังเห็นว่ากล้ามเนื้อมัดเล็กๆ บริเวณคอ ไหล่และหน้าอกก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
เมื่อลูกเริ่มซุกซนขึ้น การเปลี่ยนผ้าอ้อมจึงเป็นเรื่องยากขึ้นสักหน่อยเพราะทารกจะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยเลย คุณแม่อาจย้ายแผ่นรองพลาสติกสำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อมลงมาที่พื้นแทน และไม่ควรปล่อยลูกน้อยทิ้งไว้ตามลำพังแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม  ควรจัดเวลาให้ลูกได้คลานเล่นที่พื้น ให้ลูกน้อยนอนคว่ำลงบนพื้นและกระตุ้นให้ลูกคลานไปคว้าของเล่นที่อยู่ห่างออกไปเกินเอื้อมถึงเพียงเล็กน้อย เพื่อเร้าความสนใจให้ลูกเริ่มคลานครั้งแรก ทั้งยังเป็นการฝึกกล้ามเนื้อของลูกด้วย
คว้าจับได้ดีขึ้นและมองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดขึ้น
ทารกเริ่มเรียนรู้วิธีการใช้มือและนิ้วมือของตนเอง เริ่มจากการคว้าจับสิ่งที่ห้อยแขวนอยู่ ไปจนถึงการจับสิ่งของต่างๆ ด้วยมือทั้ง 2 ข้าง นับจากนี้ไปปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามธรรมชาติของลูกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวมือและนิ้วมืออย่างสามารถควบคุมได้มากขึ้น ลูกจะเริ่มสำรวจสิ่งของด้วยการคว้าจับและเขย่า แทนที่จะทดลองนำเข้าปาก “ดูดชิม” เหมือนแต่ก่อน   พัฒนาการที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ลูกสามารถมองเห็นได้ไกลขึ้นและชัดเจนขึ้น ดังนั้นโลกนี้จึงเป็นสถานที่ที่น่าสนุกและมีสีสันมากขึ้นสำหรับเขา และหากคุณแม่ไว้ผมยาวหรือสวมแว่นตา ก็จะสังเกตเห็นว่าลูกน้อยเริ่มดึงผมหรือคว้าแว่นตาที่สวมอยู่ และเมื่อทารกอายุ 4 เดือนขึ้นไป เขาจะเริ่มมองเห็นได้ไกลถึงระดับนิ้วเท้าของตัวเอง ดังนั้น ลูกน้อยอาจจะพบเกมสนุกเกมใหม่ นั่นคือการดูดนิ้วเท้าตัวเอง ถ้าเขาทำได้

ช่วงเวลานี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่คุณจะฝึกพัฒนาการของลูกด้วยการส่งเสริมให้ลูกหัดถือขวดนมด้วยตนเองโดยใช้มือทั้ง 2 ข้าง นี่จะเป็นบทเรียนบทหนึ่งที่สำคัญสำหรับลูก และช่วยให้คุณมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นในการตระเตรียมอาหารสำหรับลูกและคนในครอบครัว
เริ่มหัดเปล่งเสียง
ช่วง 4 – 6 เดือนเป็นช่วงเวลาแสนวิเศษเพราะลูกน้อยจะเริ่มออกเสียงแบบต่างๆ จะมีเสียงโน้นเสียงนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่หนูน้อยออกเสียงอืออาและเล่นเสียง ในบางครั้งคุณอาจเริ่มได้ยินเสียงเบาๆ คล้ายๆ คำว่า “แม่” หรือ “พ่อ” แต่คุณแม่คงต้องรอระยะหนึ่งกว่าลูกน้อยจะรู้จักเรียก “แม่” อย่างแท้จริง เพราะในเวลานี้ ลูกเพียงฝึกออกเสียงแบบต่างๆ เท่านั้น  เสียงสวรรค์ที่คุณแม่ได้ยินเป็นครั้งแรกก็คือ เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างสนุกสนาน ลองเล่นจั๊กจี๋เบาๆ กับลูกดูสิ แม่กับลูกจะได้หัวเราะสนุกสนานร่วมกัน คุณแม่ควรพูดคุยกับลูกบ่อยๆ เพราะจะเป็นการฝึกพัฒนาการด้านการพูดของลูกได้เป็นอย่างดี

นมแม่ดีอย่างไร

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นี้มีประโยชน์มากมายเพราะในนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนตามที่ทารกต้องการ ลูกน้อยก็จะฉลาดและแข็งแรงเพราะมีภูมิคุ้มกันที่ดี

อีกอย่างคือประหยัดค่าใช้จ่ายและได้รับประโยชน์

สารอาหารในนมแม่

โซเดียม

โปแตสเซียม

คลอไรด์

แมกนีเซียม

โซเดียม

ไอโอดีน

เหล็ก

โปรตีน

ไขมัน

น้ำตาลแลคโตส

วิตามินเอ

วิตามินบี

วิตามินอี

วิตามินดี

วิตามินเค

DHA (Decosahexaenoic acid)

AA (Arachidonic acid)

กรดไซอะลิค (Sialic acid)

Nerve Growth Factor เป็นตัวช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นประสาทสมอง

Taurine เป็นกรดอะมิโนหรือโปรตีนที่ช่วยในการเจริญของจอประสาทตา

Carnitineช่วยในการสังเคราะห์ไขมันในเนื้อสมอง

Nuecleic acid และ Nucleotide ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของนมแม่ และเป็นส่วนประกอบหลักของ DNA, RNA ที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อเป็นสารสื่อสารรหัสพันธุกรรมของร่างกาย จะมีมากในหัวน้ำนมและลดลงเมื่อทารกอายุสามเดื

เซอร์เคทเทอร์รี่ ไอจีเอ (sIgA) เป็นสารภูมิคุ้มกันที่มีมากที่สุดในนมแม่ ที่เป็นต้นกำเนิดอยู่ทางเดินหายใจและทางเดินอาหารของแม่ จึงมีความจำเพาะต้านการติดเชื้อที่มีในตัวแม่ เมื่อแม่มีการติดเชื้อก็จะผลิตภูมิคุ้มกันส่งผ่านมาให้ลูกด้วย

Polyamine มีหน้าที่สำคัญในแบ่งเซลล์ การเจริญเติบโตและการสร้างภูมิคุ้มกันโรค กรดอะมิโน เช่น Purine, Adenine, Guanine Pyramidine, Cytosine, Thymine, Uracil

Proteaseน้ำย่อยโปรตีนที่ช่วยป้องกันการย่อยสลายของโปรตีน สารต่อต้านเชื้อโรค

Cytokines ไซโตไคน์ สารช่วยกำกับเม็ดเลือดขาวเป็นตัวช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน

Lactoferrin ทำหน้าที่แย่งจับธาตุเหล็กไว้ไม่ให้แบคทีเรียดึงไปใช้ จึงทำให้แบคทีเรียเติบโตไม่ได้

Interferon ตัวทำลายพวกเชื้อไวรัสทุกชนิด

Complement ตัวดูดจับเม็ดเลือดขาวเพื่อให้มาปฏิบัติหน้าที่

Lysozymeเ อ็มไซม์ไลโซไซม์ ทำให้ผนังเซลล์แบคทีเรียแตกและย่อยสลายไป

เม็ดเลือดขาว รปภ.จัดการกับสิ่งแปลกปลอมและผู้บุกรุก
นมแม่และการให้นมแม่แก่เด็กทารก 0-1 ปี
นมแม่เป็นนมที่เหมาะสมกับทารกตั้งแรกเกิด เพราะมีสารอาหารที่เหมาะสมพร้อมทั้งภูมิต้านทานที่ช่วยให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วยบ่อย อีกทั้งช่วยคุณแม่ประหยัด ไม่เสียเวลาในการชง สามารถเข้าปากลูกและดูดกลืนน้ำนมได้ทันที
นมแม่ที่เรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์ด้วยสารอาหารครบถ้วนที่สุด คือ ช่วงหลังคลอดที่จะมีน้ำนมเหลืองออกมาเรียกว่า โคลอสครัม (Colostrum) ถือเป็นหัวน้ำนมชั้นยอดของลูก เนื่องจากให้สารอาหารพลังงาน โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ครบถ้วนในสัดส่วนที่พอดี และสร้างภูมิต้านทานต่อเนื่องจากในครรภ์ได้อีกด้วย
ส่วนใหญ่แล้วนมแม่จะมาประมาณ 3-4 วันหลังคลอด ซึ่งก็จะเป็นช่วงที่ทารกกำลังนอนขี้เซาและปรับตัวกับโลกใบใหม่อยู่พอดี จากนั้นเข้าสู่วันที่ 7 ฮอร์โมนของคุณแม่ก็จะหลั่งช่วยเร่งสร้างน้ำนมให้มากขึ้นเพื่อให้ทันกับความต้องการของลูก และการให้ลูกดูดนมเร็วหรือช้าค่อนข้างมีผลในการกระตุ้น เพราะหากคุณแม่ให้ลูกดูดนมบ่อยก็จะถือเป็นการกระตุ้นให้เต้านมผลิตน้ำนมสำหรับมื้อต่อไปเยอะขึ้น อีกทั้งลูกก็จะคุ้นเคยกับหัวนมเร็วขึ้นด้วย

คุณแม่ควรให้ลูกอมดูดนมตั้งแต่หัวนมจนถึงลานนม เพื่อให้ลูกช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนมที่กระจายอยู่ทั่วเต้านม ซึ่งจะช่วยลดปัญหาหัวนมแตกได้ด้วย และการให้นมที่ดีควรให้ทุก 4 ชั่วโมงโดยสามารถสลับเต้าได้ เพราะปริมาณน้ำนมจะผลิตออกมาเพียงพอ และเมื่อลูกได้ดูดเต็มอิ่มก็จะนอนหลับยาว

นมแม่ช่วงทารกแรกเกิด – ช่วงแรกทารกจะเอาแต่นอนหลับ และจะดูดนมอยู่ประมาณครั้งละ 5 นาที จากนั้นก็จะนานขึ้น 10 นาที และ 20 นาทีตามลำดับ เมื่อลูกดูดนมมากขึ้นนมของแม่ก็จะคัดตึงเพราะเริ่มมีน้ำนมมากขึ้น คุณแม่จะมองเห็นว่าลูกดูดนมอย่างมีความสุขไปเรื่อยๆ ราว 30 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมแบละไม่ควรให้ลูกดูดนมแต่ละครั้งนานกว่านี้

ทารกอายุ 4-6 สัปดาห์ – หากทารกไม่ได้นมแม่ในช่วงนี้อาจจะทำให้ป่วยและรับเชื้อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะระบบหายใจและทางเดินอาหาร

ทารกอายุ 6 เดือน – ทารกจะมีภูมิคุ้มกันอย่างดี และไม่แพ้อาหารง่าย เนื่องจากวัยนี้ต้องเริ่มต้นอาหารเสริมเพิ่มเติมจากนมแม่ได้บ้างแล้ว

ทารกอายุ 9 เดือน – นอกจากนมแม่จะมีสารอาหารมากมายแต่ลูกต้องการอาหารเสริมอย่างน้อย 2 มื้อต่อวันแล้ว แต่สิ่งที่ลูกจะได้รับจากนมแม่คือความอบอุ่นและความปลอดภัยทุกครั้งที่ดูดนมแม่ ที่ถือว่าเป็นความมั่นคงทางจิตใจตั้งแต่วัยเริ่มต้น

อายุ 1 ปี – การดูดนมของลูกจะค่อยๆ ลดบทบาทลงไปและหันมารับสารอาหารจากอาหารมื้อหลักครบ 3 มื้อ ซึ่งเด็กจะได้ทักษะการดูด เคี้ยว กลืน จากการดูดนมแม่ตั้งแต่วัยทารก

วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด

1.ตามองตา เมื่อลูกลืมตาตื่นขึ้น ให้เรามองหน้าสบสายตาหนูน้อยสักครู่ หนูน้อยแรกเกิดจดจำใบหน้าของคนได้เป็นสิ่งแรกเสมอ และใบหน้าของพ่อแม่คือใบหน้าแรกที่ลูกอยากจะจดจำ ซึ่งแต่ละครั้งที่หนูน้อยจ้องมองใบหน้าของเรา สมองก็จะบันทึกความทรงจำไว้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

2.พูดต่อสิลูกเวลาพูดกับลูก เว้นช่องว่างในช่วงคำง่าย ๆ ที่ลูกจะสามารถพูดต่อได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรือคำสุดท้ายของประโยค ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างง แต่ในที่สุดถ้าทำอย่างนี้บ่อย ๆ ในประโยคซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ จับจังหวะ จับคำพูดบางคำได้ และเริ่มพูดต่อในช่วงว่างที่พ่อแม่หยุดไว้ให้

3.ฉลาดเพราะนมแม่ ให้นมแม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลการศึกษาในเด็กวัยเรียนพบว่า เด็กที่กินนมแม่ตอนที่เป็นทารกมักจะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ นอกจากนี้การให้นมลูกยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกน้อย

4. ทำตลกใส่ลูก แม้กระทั่งเด็กน้อยอายุเพียงแค่ 2 วัน ก็มีความสามารถเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าอย่างง่าย ๆ ของพ่อแม่ได้ ไม่เชื่อลองแลบลิ้นหรือทำหน้าตาตลก ๆ ใส่ ลูกคุณจะทำตามแน่ ๆ

5.กระจกเงาวิเศษ ทารกน้อยเกือบทุกคนชอบส่องกระจก เขาจะสนุกที่ได้เห็นเงาของตัวเองในกระจกโบกมือหรือยิ้มแย้มหัวเราะตอบออกมาทุกครั้ง

6.จั๊กจี้ จั๊กจี้การหัวเราะเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านอารมณ์ขัน การเล่นปูไต่ทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการคาดเดาเหตุการณ์ด้วยว่า ถ้าพ่อแม่เล่นอย่างนี้แสดงว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ปูจะไต่จากไหนไปถึงไหนเป็นต้น

7.สองภาพที่แตกต่าง ถือรูปภาพ 2 รูป ที่คล้ายกันให้ลูกมอง โดยวางให้ห่างจากใบหน้าของลูกประมาณ 8-12 นิ้ว เช่น ภาพรูปบ้านที่เหมือนกันทั้งสองรูป แต่อีกรูปหนึ่งมีต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ข้างบ้าน แม้ยังเป็นเด็กทารกแต่เขาสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้ เป็นการสร้างความจำที่จะเป็นพื้นฐานในการจดจำตัวอักษรและการอ่านสำหรับลูกต่อไป

8.ชมวิวด้วยกันพาลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน และบรรยายสิ่งที่เห็นให้ลูกฟัง เช่น โอ้โหต้นไม้ต้นนี้มีนกเกาะอยู่เต็มเลย ดูสิลูกบนนั้นมีนกด้วย การบรรยายสิ่งแวดล้อมให้ลูกฟังสร้างโอกาสการเรียนรู้คำศัพท์ให้กับลูก

9.เสียงประหลาด ทำเสียงเป็นสัตว์ประหลาด คุ๊กคู ๆ หรือทำเสียงสูง ๆ เลียนแบบเสียงเวลาที่เด็ก ๆ พูด ทารกน้อยจะพยายามปรับการรับฟังเสียงให้เข้ากับเสียงต่าง ๆ จากพ่อแม่

10.ร้องเพลงแสนหรรษา สร้างเสียงและจังหวะส่วนตัวระหว่างเราและลูกน้อยขึ้นมา เช่น เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกก็ร้องเพลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก อาจจะเป็นกลอนสั้น ๆ แล้วใส่เสียงสูงต่ำแบบการร้องเพลงเข้าไป หรืออีกทางคือเปิดเพลงชนิดต่าง ๆ ให้ลูกฟังบ้าง เช่น บางวันอาจจะเป็นลูกทุ่ง บางวันเป็นเพลงบรรเลง หรือเพลงป๊อปยอดฮิตทั่วไป มีนักวิจัยค้นพบว่าจังหวะดนตรีเกี่ยวพันกับการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของลูก

11.มีค่ามากกว่าแค่อาบน้ำเวลาในการอาบน้ำส่วนให้ลูกรู้จักส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการอาบน้ำ การบรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่ากำลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อไปเท่ากับเป็นการสอนคำศัพท์ และช่วยให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันไปในตัว

12.อุทิศตัวเป็นของเล่น ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องเล่นราคาแพงไว้ให้ลูกบริหารร่างกาย เพียงแค่คุณพ่อหรือคุณแม่นอนราบลงไปบนพื้น และปล่อยให้หนูพยายามคลานข้ามตัวไป แค่นี้ร่างกายของคุณพ่อคุณแม่ก็จะกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่ราคาถูกที่สุด และสนุกที่สุดสำหรับหนูน้อยได้พัฒนากล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์ และเรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน

13.พาลูกไปช็อปปิ้ง นาน ๆ ครั้งพาลูกน้อยไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตด้วยก็ไม่เสียหาย ใบหน้าผู้คนอันหลากหลาย รวมถึงแสง สี เสียง ในห้างสรรพสินค้า คือ สิ่งบันเทิงใจสำหรับหนูน้อยเชียวล่ะ

14.ให้ลูกมีส่วนร่วม พยายามให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจวัตรต่าง ๆ เช่น ถ้ากำลังจะปิดไฟก็อาจจะบอกลูกว่า แม่กำลังจะปิดแล้วนะ เสร็จแล้วจึงกดปิดสวิชต์ไฟ นี่จะเป็นการสอนให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุและผล ลูกน้อยจะเรียนรู้ว่าเมื่อคุณแม่กดสวิชต์ หลอดไฟจะปิดเป็นต้น

15.สร้างเสียงและสัมผัสแบบแปลกๆ เสียงและสัมผัสจากลมหายใจช่วยให้ลูกน้อยกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยการเป่าลมเบา ๆ ไปตาม ใบหน้า มือ แขน หรือท้องของลูก หาจังหวะในการเป่าของตัวเอง เช่น เป่าเร็ว ๆ สลับกับช้า หรือเป่าแล้วตามด้วยเสียงต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของคุณพ่อคุณแม่ แล้วรอดูปฏิกริยาตอบสนองจากลูก

16.ทิชชู่หรรษา ถ้าลูกชอบดึงกระดาษทิชชู่ออกจากม้วน ปล่อยเขาค่ะ อย่าห้าม แต่อาจใช้กระดาษทิชชู่ม้วนที่เราใช้ไปพอสมควรแล้ว จนเหลือกระดาษอยู่เพียงเล็กน้อย เพราะการที่เด็กน้อยได้ขยำหรือขยี้กระดาษให้ยับย่น หรือพับให้เรียบนั้นเป็นการฝึกประสาทสัมผัสและการใช้มือของลูกเป็นอย่างดี

17.อ่านหนังสือให้ลูกฟัง การอ่านหนังสือช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องภาษาได้จริง ๆ มีผลการวิจัยออกมาว่า แม้กระทั่งเด็กอายุ 8 เดือน สามารถเรียนรู้จดจำการเรียงลำดับคำในประโยคที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังซ้ำ 2-3 ครั้งได้ ดังนั้น ควรจัดเวลาในแต่ละวันอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำ

18.เล่นซ่อนหาจ๊ะเอ๋ การเล่นจ๊ะเอ๋นี้นอกจากจะทำให้ลูกหัวเราะแล้ว ยังช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าเมื่อสิ่งของหายไปแล้วสามารถกลับคืนมาได้อีก

19.สัมผัสที่แตกต่าง หาสิ่งของที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ไม้ หรือผ้าฝ้าย ค่อย ๆ นำพื้นผิวแต่ละอย่างไปสัมผัสแก้ม เท้า หรือท้องลูกเบา ๆ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่ก็บรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่าความรู้สึกเมื่อถูกสัมผัสเป็นอย่างไร เช่น นี่จั๊กจี้นะลูก ส่วนอันนี้นุ๊ม นุ่ม ใช่ไหม เป็นต้น

20.ให้ลูกผ่อนคลายและอยู่กับตัวเองบ้าง ให้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในแต่ละวัน นั่งเงียบ ๆ สบาย ๆ กับลูกน้อยบนพื้นบ้าน ไม่ต้องเปิดเพลง เปิดไฟ หรือเล่นอะไรกัน ปล่อยให้ลูกได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ ตามใจชอบ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปยุ่งกับลูกเลยและรอดูว่าใช้เวลาสักเท่าไรหนูน้อยจึงจะคลานมาขอเล่นกับคุณพ่อคุณแม่อีกครั้ง นี่เป็นการฝึกความเป็นตัวของตัวเองให้ลูกขั้นแรก

21.ทำอัลบั้มรูปครอบครัว นำรูปภาพของญาติ ๆ มาใส่ไว้ในอัลบั้มเดียวกัน และนำออกมาให้ลูกดูบ่อย ๆ เพื่อให้จดจำชื่อญาติแต่ละคน แล้วเวลาที่คุณปู่ หรือคุณย่าโทรศัพท์มา ก็นำรูปท่านออกมาให้ลูกดูพร้อมกับที่ให้ลูกฟังเสียงของท่านจากโทรศัพท์ไปด้วย

22.มื้ออาหารแสนสนุก เมื่อถึงเวลาที่ลูกสามารถกินอาหารเสริมที่หลากหลายมากขึ้นได้แล้ว อย่าลืมจัดอาหารของลูกให้มีชนิด ขนาดและพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น มีทั้งผลไม้ชิ้นเล็ก เส้นพาสต้า มักกะโรนี หรือซีเรียล ปล่อยให้ลูกน้อยใช้มือจับอาหารถ้าลูกอยากทำ เป็นการฝึกใช้นิ้ว และฝึกใช้ประสาทสัมผัสเมื่อได้สัมผัสกับอาหารที่มีลักษณะแตกต่างกัน

23.ปล่อยให้เด็กได้ทดลองอย่าเพิ่งดุ เช่น ให้เด็กได้ทิ้งของ บางครั้งดูเหมือนเด็กชอบทิ้งของลงพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พฤติกรรมนี้เกิดจากเด็กทดสอบเรื่องแรงโน้มถ่วงว่าจะตกลงสู่พื้นทุกครั้งหรือไม่

24.เล่นหาของกับกล่องมายากล หากล่องหรือตลับที่เหมือนกันมาสักสามอัน แล้วซ่อนของเล่นชิ้นโปรดของลูกไว้ในกล่องใบหนึ่ง สลับกล่องจนลูกจำไม่ได้ แล้วให้ลูกค้นหาของเล่นชิ้นนั้นจนเจอ นี่เป็นเกมฝึกสมองอย่างง่ายสำหรับเด็ก

25.สร้างอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ กระตุ้นทักษะการทำงานของกล้ามเนื้อให้ลูก โดยนำเบาะ โซฟา หมอน กล่อง หรือของเล่นวางขวางไว้บนพื้น แล้วพ่อแม่ก็แสดงวิธีคลานข้าม ลอด หรือคลานรอบ ๆ สิ่งกีดขวางเหล่านี้ได้อย่างไร

26.เลียนแบบลูกบ้าง เด็กชอบให้พ่อแม่ทำอะไรตามเขาในบางครั้ง เช่น เลียนแบบท่าหาวของลูก แกล้งดูดขวดนมของลูก ทำเสียงเลียนแบบเวลาที่ลูกส่งเสียงอ้อแอ้ หรือคลานในแบบที่ลูกคลาน การทำอย่างนี้กระตุ้นให้ลูกแสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ออกมา เพราะอยากเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของพ่อแม่ นี่คือก้าวแรกของลูกสู่การมีความคิดสร้างสรรค์

27.เล่นเกมจับใบหน้าที่แปลกไป ลองทำหน้าตาแปลก ๆ เช่น ขมวดคิ้ว แยกเขี้ยว แลบลิ้นให้ลูกดู เวลาลูกเห็นพ่อแม่ทำหน้าตาตลก หนูน้อยจะอยากลองจับ ปล่อยให้ลูกได้ลองจับต้องใบหน้าของพ่อแม่ แล้วสร้างเงื่อนไขบางอย่างขึ้นมา เช่น ถ้าลูกจับจมูกจะทำเสียงแบบนี้ ถ้าจับแก้มจะทำเสียงอีกแบบหนึ่ง ทำแบบนี้ 3-4 รอบ แล้วจึงเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกแปลกใจ

28.วางแผนคลานตามกัน ลองคลานเล่นไปกับลูกให้ทั่วบ้าน คลานช้าบ้าง เร็วบ้างและหยุดหรือพ่อแม่อาจจะวางของเล่นที่น่าสนใจ หรือจัดบ้านในบางมุมให้แปลกไปก่อนที่จะมาคลานเล่นกับลูกเพื่อไปสำรวจตามจุดต่าง ๆ ที่จัดไว้ตามแผน

29.เส้นทางแห่งความรู้สึกอุ้มลูกน้อยเดินไปทั่วบ้านในวันฝนตก จับมือลูกไปสัมผัสหน้าต่างที่เย็นชื้น หยดน้ำที่เกาะบนใบไม้ ต้นไม้ หรือสิ่งของอื่น ๆ ในบ้านที่จับต้องได้อย่างปลอดภัย เป็นการเปิดประสาทสัมผัสของลูกสู่ความรู้สึกต่าง ๆ เมื่อได้แตะต้องสิ่งของเย็น เปียก หรือความลื่น

30.เล่าเรื่องนิทานเรื่องโปรดของลูกด้วยชื่อลูก แต่แทนที่จะเล่าอย่างที่เคยเล่า ลองใส่ชื่อของลูกลงไปแทนที่ชื่อตัวละครตัวสำคัญของเรื่อง เพื่อให้หนูน้อยรู้สึกแปลกใจและสนุกสนานไปกับชื่อของตัวเองในนิทาน

คลิป พัฒนาการเด็กแรกเกิด

ที่มา

http://www.braintoyshop.com/content/26-30-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%86

http://www.momypedia.com/wiki-4-12-79/%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88/

http://www.hiqkidsclub.com/my_baby/Development_calendar/article/4-6_month_old_baby

หัวข้อน่าสนใจ

Leave a comment

You must be Logged in to post comment.