Home » ข่าวเด่น » ขายกางเกงใน-ผ้าอนามัยใช้แล้ว ผ่าน facebook เป็นอะไรมากไหม


ขายกางเกงใน-ผ้าอนามัยใช้แล้ว ผ่าน facebook เป็นอะไรมากไหม

ขายกางเกงใน-ผ้าอนามัยใช้แล้ว ผ่าน facebook เป็นอะไรมากไหม คนขายว่าหนักแล้ว ไอ้คนที่ซื้อนี่อาการหนักกว่านะครับ เรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้นในเมืองไทย อากาศช่วงนี้ก็เย็นลงบ้างแล้ว แต่ความผิดปกติของคนยังมีให้เห็นเรื่อยๆ ล่าสุด ข่าวจากสำนักข่าวอิสรา เบื้องต้น ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ตัวละ 350 บาท ค่าส่ง 60 บาท สั่ง 2 ตัว แถมรูปตอนใส่

ราคาตัวละ 350 บาท สั่ง 3 ตัว แถม 1 ตัว

ขายกางเกงใน-ผ้าอนามัยใช้แล้ว ผ่าน facebook

แต่ถ้าสั่ง 3 ตัว แถม กกน. 1 ตัว กับรูปถ่ายตอนใส่

ทั้งนี้ สินค้าทั้งหมด จะถูกสั่งผ่านทางไปรษณีย์เท่านั้น

จากการตรวจสอบพบว่า หญิงสาวรายนี้ ก่อตั้งเพจดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2556 ปัจจุบันมีคนเข้ามากดไลค์ถูกใจเป็นจำนวน 2,472 คน และมีคนนำเรื่องนี้ไปพูดต่อเป็นจำนวน จำนวน 291 คน

ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และบางรายได้แจ้งสั่งซื้อสินค้า ขณะที่แอดมินก็ระบุว่าได้จัดส่งสินค้าให้เรียบร้อยแล้ว

จากการตรวจสอบพบว่า ลูกค้าผู้ชายบางราย นอกจากจะเข้ามาสอบถามถึงกางเกงใน ที่ใช้แล้ว แล้ว ยังสอบถามไปถึง ผ้าอนามัยที่ใช้แล้วด้วย ซึ่งแอดมินระบุว่าถ้าสนใจสามารถส่งให้ได้ ในราคาแผ่นละ 200 บาท

อย่างไรก็ตาม เพจขาย กกน.ใช้แล้วดังกล่าว ได้ถูกต่อว่าจากกลุ่มผู้หญิงในโลกออนไลน์ อย่างมาก บางคนเข้ามาโพสต์ข้อความต่อว่าอยู่เป็นระยะๆ

เพราะมองว่า การนำกางเกงในมือสอง ที่ใช้แล้วมาขายต่อเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา หญิงสาวที่อ้างตัวว่าเป็นแอดมินเพจนี้ ใช้ชื่อย่อว่า น้อง ม. ได้โพสต์ข้อความต่อว่า กลุ่มผู้หญิง ที่เข้าไปโพสต์ข้อความต่อว่าการทำธุรกิจประเภทนี้ของเธอ

โดยระบุว่า ต้องการขายสินค้าให้เฉพาะคนที่ชอบเท่านั้น และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เนื่องจากสินค้าที่นำมาขายเป็นของเธอ ใครที่ไม่ชอบก็ไม่ต้องเข้ามาดู

“ ไม่ทราบฉันไปเอา กกน คุณมาขายรึไง เบื่อจริงๆพวกริษยาคนอื่น” น้อง ม.ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่แอดมินโพสต์ข้อความดังกล่าว ปรากฏว่า ในคนเข้ามาโพสต์ข้อความแสดงความเห็นต่อเป็นจำนวนมากถึง 157 ข้อความ

กลุ่มที่แสดงความไม่เห็นด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง รุมถล่มอย่างหนัก

อาทิ

“คนซื้อก็จิต คนขายก็วิกลจริต”

“ขายมันก็ไม่ผิดนะ แต่คนดมนี่ดิสูดเชื้อโรคไปเต็มๆ หนองใน ซิฟิลิส น่ากลัวสุดๆ”

“สงสัยจะไม่มีตังจะใช้ถึงต้อง กกน. ตัวเองมาขาย มันไม่ผิดหรอกที่ขายของเเต่ผิดที่คุณเอาของเเบบนี้มาขายมากกว่า ฉันไม่คิดจะอิจฉาคุณเลย ไม่ได้ก่อกวนเเต่ที่ทำน่ะถูกเเล้วเหรอ ถ้าคุณอยากขายดิฉันเเนะนำให้ไป ญี่ปุ่น ค่ะ คุณก็น่าจะรู้นะคะว่าที่นี่คือ ประเทศไทย เเละสิ่งที่คุณทำน่ะมันเห็นไปทั่วเฟสบุ๊ก คนเค้าก็เเชร์กันกับสิ่งที่คุณขาย เเล้วคุณก็ต้องยอมรับกับผลที่ตามมาก็คือ การโดนวิจารณ์ ค่ะ!!”

แต่ก็มีบางคนเข้ามาแสดงความเห็น ในเชิงเห็นอกเห็นใจ

อาทิ

“ขอโทษนะครับพวกที่ไปด่าเค้าเนี่ย นี่เป็นการลดอาชญากรรมที่ดีวิธีหนึ่งนะครับ เพราะว่าโรคจิตจะใช้วิธีซื้อมากกว่าการไปขโมยหรือข่มขืน โปรดเคารพสิทธิของผู้อื่น อีกอย่างผมยังไม่เห็นข้อไหนที่ผิดกฎหมาย ถ้ายังไม่ได้หลอกลวงเห็นพวกที่ด่าคะนองปากกันทั้งนั้นเลย อเมริกาก็มีแบบนี้ เปิดโลกให้สมอง

ก่อนจะมีคนเข้ามาแสดงความเห็นโต้ตอบว่า

“การจัดการที่ประเทศอื่นเค้าเข้มงวดกว่าที่ประเทศไทยนะคะ จะเอามาตรฐานจากสังคมอื่น ประเทศอื่นมาเป็นบรรทัดฐานว่าใคร ๆ ที่อื่นเค้ายังทำกัน จริงที่คุณว่ามาว่าเค้าเอาไประบายอารมณ์ส่วนตัวของเค้า แต่ทว่า วันหนึ่งเค้าเลิกระบายและคิดว่าจะไประบายสิ่งเหล่านี้ที่เค้าเป็นกับคนอื่น ๆ ละคะ คุณจะกล้ารับประกันไหมคะว่า คนที่ซื้อไปเค้าเป็นคนดีไม่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่นในสังคมปกติเช่นกันนะคะ เปิดโลกนะเปิดได้เรียนรู้ได้หมดค่ะ แต่คุณต้องแยกแยะและกลั่นกรองความรู้เหล่านั้นให้ดีเสียก่อนค่ะ สนับสนุนให้คนอื่นหลงทางแบบนี้ จะดีหรือคะ….ไอ้พวกข่มขืนวิตถาร มันก็บ่มเพาะจากสิ่งที่คุณพูดมาทั้งนั้นละค่ะ คุกที่อเมริกาก็มีเยอะแยะคุณไม่ได้เปิดโลกส่วนนี้ไว้บ้างหรือไงคะ มันมีวิธีทำมาหากินมากมาย ที่ไม่เพิ่มปัญหาสังคมนะคะ รบกวนอ่านที่เราแสดงความเห็นแล้วเปิดโลกอีกด้านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ”

ขณะที่ ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวยืนยันกับสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า การประกาศขายกางเกงในใช้แล้ว ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย เพราะเป็นความพอใจระหว่างคนซื้อและคนขาย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ เชื้อราบางตัว ที่ยังฝั่งอยู่ในกางเกง ซึ่งคนที่ซื้อสินค้ามือสองมาใช้ ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็คงต้องนำเสื้อผ้ามาต้มฆ่าเชื้อก่อน”

“เรื่องนี้ ทางกฎหมายคงไม่มีผลอะไร แต่มันอาจจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับสังคมไทย ส่วนคนที่ไปซื้อมาสูดดม ก็คงจะต้องปรึกษาหมอโรคจิต ว่ามีอาการทางจิตหรือไม่ ”อธิบดีกรมควบคุมโรคระบุ

ที่มาข่าว >>> http://www.isranews.org/

หัวข้อน่าสนใจ

Leave a comment

You must be Logged in to post comment.