Home » การศึกษา » การเขียนโครงงานวิทย์ พร้อมตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์ รูปแบบโครงงานวิชาต่างๆ รวบรวมไว้ คลิก


การเขียนโครงงานวิทย์ พร้อมตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์ รูปแบบโครงงานวิชาต่างๆ รวบรวมไว้ คลิก

โครงงานวิทย์ ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์ รวบรวมไง้ให้น้องๆ ที่ค้นหา โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง หรือโครงงานต่างๆครับ จะพยามนำมาอัพเดทเรื่อยๆ ตอนนี้ขอนำเสนอตามลิ้งด้านล่างที่หาเจอก่อนนะครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ กับน้องๆทุกคน

สารบัญโครงงานวิทย์

  1. ความรู้เกี่ยวกับโครงงานวิทยาศาสตร์
  2. ส่วนประกอบของโครงงานวิทยาศาสตร์
  3. แบบฟอร์มการเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์
  4. แนวทางการเขียนเค้าโครง
  5. ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์

=====

การเขียนตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์ รูปแบบโครงงานวิชาต่างๆ

การเขียนโครงงานวิทยาศาสตร์ อาจไม่ยากอย่างที่คิดแค่เพียงเราต้องรู้ส่วนประกอบของขั้นตอนการทำโครงงานเสียก่อนแต่ก่อนที่เราจะเริ่มทำโครงงานวิทยาศาสตร์เราก็จะต้องทำผลงานชิ้นหนึ่งขึ้นมาให้เสร็จแล้วจึงเริ่มเขียนโครงงานเพื่ออธิบาย ขั้นตอน วัตถุประสงค์ที่เราทำ ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เป็นต้น

นี่ก็จะเป็นส่วนประกอบของการเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์
ความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์

การศึกษาค้นคว้าด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์ ช่วยให้นักเรียนเกิด   การเรียนรู้ มีประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง ฝึกแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะติดตัว
ผู้เรียนไปตลอด    เมื่อมีข้อสงสัย หรือปัญหาเกิดขึ้น จะแก้ปัญหา โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

โดยทั่วไปจะประกอบด้วย

1. ปกนอก
2. ปกใน
3. กิตติกรรมประกาศ
4. บทคัดย่อ
5. สารบัญ
6. ส่วนเนื้อเรื่องของการเขียนรายงาน
7. ภาคผนวก
8. บรรณานุกรม
9. ใบรองปกหน้า
10. ปกหลัง

=====

ความรู้เกี่ยวกับโครงงานวิทยาศาสตร์

การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นการเสนอผลงานการดำเนินการเป็นเอกสาร
จัดว่าเป็นขั้นตอนสำคัญอีกประการหนึ่งของโครงงาน เมื่อเราดำเนินการทำโครงงานหรือชิ้นงานจนครบเสร็จเรียบร้อย
ขั้นตอนต่อไปคือได้ข้อมูล ทำการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมทั้งแปรผล และสรุปผลแล้ว งานขั้นต่อไปที่ต้องทำคือการเขียนรายงาน

ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความรู้ที่ขาดการปฏิบัติ ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าว
จะทำให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง และกล้าแสดงออก
โครงงานวิทยาศาสตร์ ทำได้หลายรูปแบบ เช่น
• โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง
• โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทสำรวจ
• โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทสิ่งประดิษฐ์
• โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททฤษฎี

แต่ที่นักเรียนนิยมทำกัน มี 3 ประเภท คือ ทดลอง สำรวจ และ สิ่งประดิษฐ์
สำหรับ ประเภท ทฤษฎี เหมาะสมสำหรับระดับมัธยมปลาย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ชั้นสูง

โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง
มีการออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาผลของตัวแปรต้น ที่มีผลต่อ
ตัวแปรตาม โดยควบคุมตัวแปรอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อผลการทดลอง

โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททฤษฎี
เป็นโครงงานที่ผู้ทำโครงงาน ได้เสนอทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม่ ๆ
ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสูตร สมการ หรือ คำอธิบายก็ได้

โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทประดิษฐ์
เป็นโครงงานที่เกี่ยวกับการประยุกต์ทฤษฎี หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ เพื่อประโยชน์ในการใช้สอยต่าง ๆ อาจคิดประดิษฐ์ของใหม่ ๆ หรือดัดแปลง ปรับปรุง ของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทสำรวจ
เป็นการสำรวจรวบรวมข้อมูล แล้วนำมาจำแนกเป็นหมวดหมู่นำมาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เห็นลักษณะ หรือรูปแบบสัมพันธ์ของเรื่องที่ศึกษาได้ชัดเจนขึ้น

=====

ส่วนประกอบของโครงงานวิทยาศาสตร์

ส่วนประกอบโครงงานวิทยาศาสตร์ไม่ได้เยอะหรือยากสักเท่าไหร่แค่เราทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องเท่านั้น
โดยทั่วไปประกอบด้วย

1. ปกนอก

เป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าสุดของรายงานโครงงาน จะใช้กระดาษแข็ง เนื้อหาส่วนใหญ่คือ

- ชื่อเรื่องโครงงาน

- ชื่อผู้จัดทำโครงงาน

- ชื่อสถานที่ศึกษา

- จุดประสงค์ในการนำเสนอโครงงาน

2. ปกใน

เป็นส่วนที่อยู่รองจากปกนอกรายละเอียดจะคล้ายกับปกนอก ประกอบด้วย

- ชื่อเรื่องโครงงาน

- ชื่อผู้จัดทำโครงงาน

- ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา

- ชื่อสถานที่ศึกษา

- จุดประสงค์ในการนำเสนอโครงงาน

3. กิตติกรรมประกาศ

เป็นส่วนที่กล่าวแสดงความขอบคุณสำหรับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ในการทำโครงงาน จนประสบความสำเร็จ เพื่อให้ผู้จัดทำโครงงานได้แสดงออกถึงความกตัญญู รู้จักบุญคุณ นอกจากนี้ยังสามารถยืนยันถึงความสนใจ ในการทำโครงงานอีกด้วย

4. บทคัดย่อ

เป็นส่วนที่สรุปย่อความสำคัญทั้งหมดของการทำโครงงานและผลของการทำโครงงาน ซึ่งความยาวประมาณ 150-250 คำ หรือ ประมาณ 1 หน้ากระดาษ

5. สารบัญ

สารบัญจะเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้อ่านเห็นเค้าโครงโครงงาน และยังช่วยในการค้นหาแต่ละหัวข้อได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แยกตามลักษณะรายละเอียดได้ดังนี้

- สารบัญเรื่อง จะบอกเนื้อหาแต่ละเรื่องว่าอยู่หน้าไหน

- สารบัญตาราง จะบอกว่าตารางแต่ละตารางว่าอยู่หน้าไหน

- สารบัญรูปภาพ จะบอกว่ารูปภาพแต่ละรูปภาพว่าอยู่หน้าไหน

- สารบัญแผนภูมิและกราฟ จะบอกว่าแผนภูมิและกราฟแต่ละอันว่าอยู่หน้าไหน

6. ส่วนเนื้อเรื่องของการเขียนรายงาน

6.1 บทที่ 1 บทนำ เป็นบทแรกของการเสนอรายงานโครงงาน เป็นการกล่าวถึงเหตุจูงใจในการทำโครงงานเรื่องนี้ ทำแล้วจะได้ประโยชน์อะไร เป็นต้น ซึ่งจะประกอบด้วยหัวข้อดังนี้

- ภูมิหลัง หรือ ที่มาและความสำคัญ

- ความมุ่งหมายของการทำโครงงาน หรือ วัตถุประสงค์

- ตัวแปรต่างๆ

- สมมุติฐาน

- นิยามศัพท์เฉพาะ

- ขอบเขตของการศึกษาโครงงาน

6.2 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นบทที่แสดงถึงความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะศึกษา อย่างละเอียด

6.3 บทที่ 3 วัสดุอุปกรณ์และวิธีการดำเนินงาน เป็นบทที่แสดงถึงการวางแผนออกแบบการทดลอง ว่าจะใช้อะไรดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งประกอบด้วย

- เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

- ขั้นตอนและวิธีการศึกษาโครงงาน

- การเก็บรวบรวมข้อมูล

6.4 บทที่ 4 ผลการศึกษา เป็นการนำเสนอผลการศึกษาแต่ละขั้นตอนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตาราง กราฟ แผนภูมิ เป็นต้น

6.5 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการทดลอง เป็นการสรุปผลการทดลองในแต่ละขั้นตอน พร้อมเสนอแนะการทำโครงงานต่อไปอีก

7. ภาคผนวก เป็นการเสนอเนื้อหาที่สอดคล้องกับการดำเนินงานโครงงาน หรือทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

8. บรรณานุกรม เป็นการอ้างอิงหลักฐานเอกสารที่ค้นคว้าเกี่ยวกับการศึกษาโครงงาน โดยมีรูปแบบการนำเสนอดังนี้

- ชื่อผู้แต่ง นามสกุล.// ชื่อหนังสือ.// ครั้งที่พิมพ์.(ถ้าพิมพ์ครั้งที่ 2 เป็นต้นไป) เมืองที่พิมพ์ / : / สำนักพิมพ์, / ปีที่พิมพ์. ( เครื่องหมาย / หมายถึง การเว้น 1 เคาะ )

- การนำเสนอต้องเรียงลำดับตามตัวอักษรชื่อผู้แต่งโดยไม่มีคำนำหน้า

- เริ่มต้นแต่ละรายการของบรรณานุกรมโดยพิมพ์ชิดขอบซ้ายมือ ถ้าไม่จบในบรรทัดเดียวให้พิมพ์ต่อในบรรทัดถัดมาในระยะที่ 9

- ผู้แต่งคนเดียวกันเขียนงานหลายเรื่องและนำมาลงรายการบรรณานุกรมไว้ด้วยกัน งานชิ้นแรกให้ลงนามผู้แต่งตามหลักเกณฑ์การลงรายการผู้แต่งในบรรณานุกรม ต่อมาชิ้นหลัง ๆ ใช้ขีดเส้นยาวติดต่อกันระยะ 8 ช่วงตัวอักษรแทนนามผู้แต่ง ตามด้วยเครื่องหมายมหัพภาคแล้วจึงขึ้นชื่อเรื่องและเรียงลำดับตามอักษรชื่อเรื่องนั้น

ดังตัวอย่าง

ชลัยพร เหมะรัชตะ และคนอื่นๆ. การค้นคว้าและเขียนรายงาน. พิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม.

กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540.

ภัทรธิรา ผลงาม. ทรัพยากรมนุษย์กับการพัฒนา. เลย : สถาบันราชภัฏเลย , 2544.

__________. ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. เลย : สถาบันราชภัฏเลย , 2545.

9. ใบรองปกหน้า – หลัง เป็นกระดาษเปล่าขนาดเดียวกับที่ใช้พิมพ์รายงาน เพื่อป้องกันปกใน และเนื้อหาในแผ่นสุดท้ายอีกชั้นหนึ่ง

10. ปกหลัง เป็นกระดาษแข็งเช่นเดียวกับปกหน้า เพื่อเย็บเป็นรูปเล่ม

=====

แบบฟอร์มการเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์

• ชื่อโครงงาน (ควรเป็นข้อความที่กะทัดรัด ชัดเจน สื่อความหมายตรง และมีความเฉพาะเจาะจงว่าจะศึกษาอะไร)
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
……………………………………
• ชื่อผู้ทำโครงงาน
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….

• ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน
…………………………………………………………………
• ที่มาและความสำคัญ (อธิบายว่าเหตุใดจึงเลือกทำโครงงานนี้ โครงงานเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไร มีหลักการหรือทฤษฎีอะไรที่เกี่ยวข้อง)
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
จุดมุ่งหมายของโครงงาน (ควรมีความเฉพาะเจาะจงและเป็นสิ่งที่สามารถวัดได้ เป็นการบอกขอบเขตของงานที่ทำได้ชัดเจนขึ้น )
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
• สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี) (สมมุติฐาน เป็นคำตอบที่คาดไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้ การเขียนสมมุติฐานควรมีเหตุผลคือมีทฤษฎีหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับและที่สำคัญคือเป็นข้อความที่มองเห็นแนวในการดำเนินการทดลองหรือสามารถทดสอบได้)
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
……………………………………
• วิธีดำเนินงาน
- วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
……………………………………………………………………

- แนวในการศึกษาและทดลอง
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
• แผนปฏิบัติงาน (อธิบายเกี่ยวกับกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาเสร็จของการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน)
……………………………………………………………………
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
• ผลที่คาดว่าจะได้รับ
………………………………………………………………………
………………………………………………………………………
………………………………………………………………………

• เอกสารอ้างอิง
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….
…………………………………………………………………….

ลงชิ่อ
( )
ครูที่ปรึกษาโครงงาน

=====

แนวทางการเขียนเค้าโครงวิทยาศาสตร์

แนวทางการเขียนโครงงาน บทที่1-5
บทที่ 1 บทนำ
1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา
(สภาพปัจจุบัน เป็นการบรรยายสภาพทั่วไปของสิ่งที่สนใจจะศึกษา)
(ปัญหา เป็นการบรรยายปัญหาของของสิ่งที่สนใจจะศึกษา)
(สาเหตุของปัญหา เป็นการบรรยายถึงสาเหตุที่นำมาซึ่งปัญหาของของสิ่งที่สนใจจะศึกษา )
(แนวทางแก้ไขปัญหา เป็นการบรรยายถึงแนวทางแก้ไขปัญหาของของสิ่งที่สนใจจะศึกษา)
(การสรุปที่มาและความสำคัญของปัญหา โดยอาจสรุปได้ว่า”คณะผู้จัดทำจึงมีความประสงค์ที่จะจัดสร้างโครงงาน )
1.2 วัตถุประสงค์ของการจัดสร้างโครงงาน
1 เพื่อศึกษาและดำเนินการสร้าง ….(ชื่อโครงงาน)…..
2 เพื่อ………………………………………………………………
3 เพื่อ………………………………………………………………
1.3 ขอบเขตของการจัดสร้างโครงงาน
(คือ Spec ของโครงงาน โดยมากมักเขียนเป็นข้อๆ บอกลักษณะที่ชัดเจนของตัวโครงงานเช่น ขนาด น้ำหนัก ความสามารถที่ทำได้ สิ่งที่ทำไม่ได้)
1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
(เขียนจากวัตถุประสงค์ของการจัดสร้างโครงงาน หรือขอบเขตของการจัดสร้างโครงงาน)
1 ได้ศึกษาและสามารถดำเนินการสร้าง ….(ชื่อโครงงาน)…..
2 สามารถ………………………………………………………………
3 สามารถ………………………………………………………………
บทที่ 2 ทฤษฎีที่เกี่ยวของกับการจัดสร้างโครงงาน
บทนี้เป็นการนำเสนอแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ใช้เป็นกรอบในการวิจัยต้องเรียบเรียงสรุปกรอบความคิด หลักการ การเขียนต้องเป็นการเรียบเรียงเนื้อหาเหมือนกับการเขียนบททางความวิชาการไม่ควรลอกเนื้อหามาต่อกันเป็นท่อนๆ หัวข้อสำคัญน่าจะประกอบด้วย
- แนวความคิดหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องที่นำมาใช้ในงานวิจัย
- ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา
เช่น
ในการจัดสร้างโครงงาน ….(ชื่อโครงงาน)….. จำเป็นจะต้องศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวของดังนี้
2.1 (เรื่องที่ 1)รายละเอียดดังนี้
2.1.1 เรื่องที่ 1 ………………………………………………………………………………..
2.1.2 เรื่องที่ 2 ………………………………………………………………………………..
2.2 (เรื่องที่ 2)รายละเอียดดังนี้
2.2.1 เรื่องที่ 1 ………………………………………………………………………………..
2.2.2 เรื่องที่ 2 ………………………………………………………………………………..
บทที่ 3 วิธีดำเนินการ
(เป็นการแสดงถึงรูปแบบการออกแบบการจัดสร้างโครงงานโดยอาจจะรวมถึงการออกแบบเวลาการจัดสร้างโครงงานด้วยก็ได้)
ในการจัดสร้างโครงงาน ….(ชื่อโครงงาน)….. มีแผนการจัดสร้างดังนี้
3.1 การระดมสมอง เพื่อออกแบบการจัดสร้างโครงงาน
…………………………………..
3.2 การออกแบบการจัดสร้างโครงงานและวิธีการดำเนินการ
…………………………………..
3.3 การดำเนินการ
…………………………………..
3.4 การสรุปผลการดำเนินการ (เขียนเฉพาะความสำเร็จและปัญหา (การแก้ไขจะเขียนที่บทที่4))
…………………………………..
บทที่ 4 ผลการดำเนินการโครงงาน
4.1 การทดสอบ(ควรแสดงตารางการทดสอบ ซึ่งระบุว่าโครงงานของเรามีการทดสอบการทำงานที่จุดใดบ้าง)
………………………………………………………………
4.2ผลการทดสอบ
1 ………………………………………………………………
2 ………………………………………………………………
4.3 การปรับปรุง(แสดงการปรับปรุงผลการทดสอบที่ไม่ได้ตามผลที่คาดว่าจะได้รับ)
บทที่ 5 การสรุปผลการจัดสร้างโครงงานปัญหาและข้อเสนอแนะ
5.1 การสรุปผลการจัดสร้างโครงงาน
5.2 ปัญหาการจัดสร้างโครงงาน
5.3 ข้อเสนอแนะ

=====

ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์

นี่ก็จะเป็นตัวอย่างให้ดูคร่าวๆพอที่จะนำไปเป็นแนวทางในการสร้างผลงานและทำโครงงานวิทยาศาสตร์ อาจจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยลองไปดูกันเลยคะ

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่องไข่เค็มจากกลิ่นใบเตยและตะไคร้

บทที่ 1 บทนำ

ที่มาและความสำคัญ
เนื่องจากในชุมชนมีการเลี้ยงเป็ดไข่กันมาก เพราะช่วงนี้ก็เป็นช่วงฤดูร้อนซึ่งร้อนกว่าปกติจะทำให้ไข่เป็ดเน่าเสียเร็วผู้จัดทำโครงงานได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการถนอมอาหารเอง โดยการนำไข่เป็ดมาทำเป็นไข่เค็ม แต่เนื่องจากในชุมชนและท้องตลาดมีรสชาติของไข่เค็มแบบธรรมดา จึงได้มีแนวคิดที่จะพัฒนาไข่เค็มให้มีกลิ่นและรสชาติของใบเตยและตะไคร้
ในการทำโครงงานไข่เค็มจากกลิ่นใบเตยและตระไคร้จึงมีแนวคิดใหม่ในการพัฒนาให้มีไข่เค็มโดยการมีกลิ่นและรสชาติของใบเตยและตระไคร้

จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
1. พัฒนารสชาติและกลิ่นของไข่เค็มให้มีคุณภาพมากขึ้น
2. เพิ่มคุณค่าของไข่เค็มและสมุนไพรในท้องถิ่น
3. ศึกษากลิ่นที่นำมาทำไข่เค็ม

สมมุติฐาน
ได้ไข่เค็มกลิ่นใบเตยและตระไคร้
ตัวแปรต้น สารสกัดจากใบเตยและตระไคร้
ตัวแปรตาม กลิ่นและรสชาติที่เกิดขึ้น
ตัวแปรควบคุม ระยะเวลาในการดองไข่ สถานที่ อุณหภูมิ ขวด น้ำ

ขอบเขตการจัดทำโครงงาน
1. ดองไข่เค็มจำนวน 10 ฟอง
2. เวลาการดอง 3 สัปดาห์
3. ใช้เฉพาะสารสกัดจากใบเตยและตระไคร้เท่านั้น
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. เป็นการยืดอายุให้กับไข่เค็ม
2. เป็นการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ
3. สามารถนำไข่เค็มมาทำเป็นอาชีพเสริมในครอบครัว,ในชุมชนได้ลดปัญหาการว่างงานเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับคนในชุมชน

บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ทฤษฎีหรือแนวความคิดในการจัดทำโครงงาน

การถนอมอาหารก็คือ การรักษาอายุธรรมชาติและสีสันของอาหารซึ่งเกิดจากการปรุงอาหาร การถนอมอาหารโดยการดองเป็นการถนอมอาหารแบบหนึ่งในความเข้มข้นของเกลือ น้ำตาลควบคุมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ โดยการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เพื่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ผลิตกรดหลิกติคและป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารบูดเน่า การถนอมอาหารนี้ใช้กับผัก ผลไม้และไข่
ไข่เค็ม เป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง โดยมักจะใช้ไข่เป็ดแล้นำไปแช่ในน้ำเกลือเพื่อให้เกลือซึมเข้าไปในเนื้อของไข่ เพื่อสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น โดยการทำไข่เค็มก็สามารถใส่กลิ่นต่างลงไปได้ โดยการนำสมุนไพรที่มีกลิ่นมาบดให้ละเอียดและก็ต้มในน้ำเกลือแช่ไข่เป็ดลงในน้ำเกลือนั้นเมื่อเย็นแล้ว

เอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องในการจัดทำโครงงาน

เราจะได้คุณประโยชน์จากไข่เป็ดเป็นแหล่งโปรตีนและเป็นอาหารจำเป็นต่อร่างกายประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็น ธาติเหล็กช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง ฟอสฟอรัสและแคลเซียม วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาช่วยในการมองเห็น ช่วยให้สภาพอาการมองเห็นได้ดีในที่มืดและสว่าง วิตามิน บี 2 ช่วยบำรุงผิวแล้วก็ยังมีคาร์โบไฮเดรต ไข่มันและน้ำเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงมาก และราคาก็ถูก

ความหมายของไข่
ประโยชน์ของไข่ และ การบริโภคที่เหมาะสม “เพื่อสุขภาพที่ดี”
ประโยชน์ของไข่นั้นมีมากมายอย่างน่าอัศจรรย์เลยทีเดียวค่ะ แต่ถ้าจะได้ ประโยชน์ของไข่ อย่างสูงสุดก็ควรที่จะมีการบริโภคหรือการกินไข่ที่เหมาะสมตามวัยกันอีกด้วยค่ะ เพื่อที่จะได้รับ ประโยชน์ของไข่ อย่างเต็มที่ให้กับร่างกาย และวันนี้เราก็นำเกร็ดความรู้เรื่องประโยชน์ของไข่และการบริโภคไข่ที่เหมาะสมมาฝาก เพื่อให้ทุกคนได้รับความรู้และปฏิบัติตามกันอย่างควบคู่กันไปเพื่อสุขภาพที่ดีค่ะ โดยปกติคนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกรับประทานไข่เป็นอาหารหลักกันอยู่แล้วไม่ใช่แต่เฉพาะคนไทยเท่านั้นต่างชาติหลายๆ ประเทศก็มักจะนิยมบริโภคไข่เป็นอาหารหลักด้วยกันทั้งนั้น
ประโยชน์ของไข่
1. ไข่อุดมไปด้วยโปรตีน โดย 1 ฟองจะมีโปรตีนคุณภาพดี 6 กรัม และกรดอะมิโนสำคัญอีก 9ชนิด
2. ผลจากการทำวิจัยโดยมหาวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ดพบว่า ไม่มีความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างการบริโภคไข่กับการเกิดโรคหัวใจ แถมยังมีผลการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่พบว่า การบริโภคไข่เป็นประจำยังช่วยป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อนเส้นเลือดอุดตันในสมองและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
3. ไข่เป็นแหล่งโคลีนที่ดี โดยโคลีนอยู่ในกลุ่มของวิตามินบีจัดเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการควบคุมการทำงานของสมอง ระบบประสาท และระบบไหลเวียนของเลือด โดยไข่ 1 ฟองจะมีโคลีนมากถึง 300 ไมโครกรัม
4. ไข่อาจจะช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม โดยผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่รับประทานไข่ 6ฟองต่อสัปดาห์ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมลงร้อยละ 44
5. ไข่ทำให้เส้นผมและเล็บมีสุขภาพดี เพราะว่าไข่มีซัลเฟอร์สูงรวมถึงยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด หลายคนจึงพบว่าผมยาวเร็วขึ้นหลังจากที่เพิ่มไข่เข้าไปในอาหารที่รับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เคยขาดอาหารที่มีซัลเฟอร์หรือวิตามินบี12 มาก่อน
ความหมายของใบเตย
ความหมายและประโยชน์ของใบเตย
ใบเตย หรืออีกหนึ่ง สมุนไพรใบเตย ที่คนไทยรู้จักกันดีเพราะนอกจากเราจะใช้ ใบเตย ในการประกอบอาหารหลาย ๆ อย่าง อีกทั้ง ยังให้กลิ่งหอมและทีสำคัญที่สุด สรรพคุณของใบเตย ยังมีอีกมายมายนักคุณอาจจะคิดไม่ถึง นั้นเรามามาดูสรรพคุณและ ประโยชน์ของใบเตย กันเลยดีกว่าค่ะ
สรรพคุณ และ ประโยชน์ ใบเตย

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า เตยหอมมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขับปัสสาวะ ซึ่งฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่กล่าวไปทั้งหมดนั้น ซึ่งมาจากการทดลองในห้องทดลอง นอกจากนี้ได้มีการทำศึกษาวิจัย โดยนำน้ำต้มรากเตยหอมไปทดลองในสัตว์ทด ลองเพื่อดูฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดปรากฏว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้ จึงนับได้ว่าสมุนไพรเตยหอมเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าอีกชนิดหนึ่งสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มรับประทานเองได้
วิธีใช้ตามภูมิปัญญาไทย

ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะใช้รักษาเบาหวานประโยชน์ทางยาเตยหอมมีรสเย็นหอมหวาน บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้น โดยมากนิยมใช้น้ำใบเตยผสมอาหารคนไข้ทำให้เกิดกำลัง ลำต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้น้ำเบาพิการ และรักษาโรคเบาหวาน ใบช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นลดกระหายน้ำและอาจใช้ใบตำพอกรักษาโรคหัด โรคผิวหนัง

ความหมายของตะไคร้
ความหมายและประโยชน์ของตะไคร้
ตะไคร้บ้าน ตะไคร้แกง คาหอม จะไคร้ เชิดเกรย และไคร้ ตะไคร้แดง ตะไคร้มะขูด จะไคร้มะขูด
ชื่อสามัญ LemonGrass, Lapine
ชื่อวิทยาศาสตร์ Citronella citrates
ชื่อวงศ์ Gramineae

ต้น

เป็นไม้ล้มลุกจะขึ้นเป็นกอใหญ่ สูงประมาณ 1 เมตร ลักษณะของลำต้น ตั้งตรง แข็ง เกลี้ยง และตามปล้อง (กาบของโคนต้น) มักมีไขปกคลุมอยู่ ความสูงวัดจากโคนถึงกาบใบ ประมาณ 30 เซนติเมตร
เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นจะตั้งตรง แต่แตกออกมา เป็นกอ สูงประมาณ 2 เมตร ที่โคน จะเป็นกาบชั้น ๆ เหมือนตะไคร้บ้าน แต่ไม่มีไขปกคลุม เหมือนตะไคร้บ้าน ความสูงวัดจากโคนต้น ถึงกาบใบประมาณ 60-75 เซนติเมตร

ใบ
ใบเดี่ยว แตกออกเป็นกอ รูปขอบขนาน ปลายใบแหลม ยาว 30-60 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนระคายมือเล็กน้อย ส่วนด้านล่างจะเรียบ ขอบใบเรียบ มีใบยาวและกว้างกว่าตะไคร้บ้านยาวประมาณ 1 เมตร กว้าง 2-2.5 เซนติเมตร เส้นกลางใบแข็ง ขอบใบจะมีขนขึ้นเล็กน้อย เมื่อส่องดูในที่มีแสงสว่างจะเห็นว่าขอบใบไม่เรียบ และผิวใบจะสากมือทั้งสองด้าน

สรรพคุณ

ทั้งต้น ใช้เป็นยารักษาโรคหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ และแก้อหิวาตกโรค และยังใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น รักษาโรคได้ เช่น บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และขับเหงื่อ
ใบ ใบสด ๆ ช่วยลดความดัน โลหิตสูง แก้ไข้
ราก ใช้เป็นยาแก้ไขปวดท้องและท้องเสีย
ต้น ใช้เป็นยาขับลม แก้เบื่ออาหาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว เป็นยาบำรุงธาตุไฟให้เจริญ
น้ำมัน มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา และมีกลิ่นไล่สนุขและแมว
ทั้งต้น ใช้เป็นยาแก้ปากแตกระแหง แก้ริดสีดวงในปาก ขับลมในลำไส้ แก้แน่น ขับโลหิตระดู

บทที่ 3 วัสดุ อุปกรณ์และการทดลอง

วัสดุและอุปกรณ์
1. ไข่เป็ด 10 ฟอง
2. ใบเตย 1 กรัม
3. ตะไคร้ 1 กรัม
4. เกลือ 2 ถุง
5. น้ำสะอาด 5 ลิตร
6. ขวดโหล 2 ใบ
7. หม้อต้ม 1 ใบ
8. เตาไฟ 1 ใบ
9. กะละมัง 1 ใบ
10. เครื่องปั่น 1 เครื่อง
11. ตรอง 1 ชิ้น
12. มีด 1 ด้าม
13. เขียง 1 อัน

วิธีการทดลอง
1. ล้างไข่เป็ดให้สะอาดวางเรียงในภาชนะไว้ให้แห้ง

2. ล้างทำความสะอาด ใบเตย 1 กรัม และ ตะไคร้ 1 กรัม
3. นำใบเตยและตะไคร้มาหั่นและมาบดให้ละเอียด

4. ตวงน้ำใบเตยและน้ำตะไคร้และเกลือตามอัตราส่วนจากนั้นนำใส่ในภาชนะที่ เตรียมไว้
5. เทใส่ลงในไข่เป็ดที่วางเรียงอยู่ในภาชนะบรรจุ(ใส่โดยไม่ตรองเอากากสมุนไพรออก)

6. เริ่มทำการทดลองไข่เค็มของใบเตยและตะไคร้

7. ดองไข่เค็มใบเตยและตะไคร้ได้ระยะเวลา 10วัน แล้วนำมาทดลองสอบว่ามีกลิ่นบนของเปลือกไข่
8. ดองไข่เค็มใบเตยและตะไคร้ได้ระยะเวลา 15วัน แล้วนำมาทดลองสอบว่ามีกลิ่นบนของเปลือกไข่
9. ดองไข่เค็มใบเตยและตะไคร้ได้ระยะเวลา 21วัน แล้วนำมาทดลองสอบว่ามีกลิ่นบนของเปลือกไข่
10. จากนั้นสังเกตและบันทึกผล

บทที่ 4การผลการวิเคราะห์ทดลอง

ว/ด/ป รายการ ผลการวิเคราะห์
กลิ่น รสชาติ / ความเค็ม
20  / ส.ค /2555 ใบเตย P
ตะไคร้ P
25 /ส.ค / 2555 ใบเตย P P
ตะไคร้ P P
29 /ส.ค / 2555 ใบเตย P P
ตะไคร้ P P

=====

บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ

สรุปผล
จากผลการทดลองพบว่า
ไข่เค็มใบเตยและตะไคร้ที่ได้ทดลองผลออกมาเมื่อทดสอบแล้วกลิ่นหอม รสชาติเค็ม ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย มีกลิ่นที่หอม เนื่องมาจากกลิ่นของใบเตยและตะไคร้และได้กลิ่นรสชาติที่แตกต่างจากไข่เค็มธรรมดา
ประโยชน์
1. สามารถแปรรูปสมุนไพรที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์
2. มีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ
3. ได้รับความรู้จากการทำโครงงาน ทั้งการผลิต การแปรรูป
4. เพื่อเพิ่มมูลค่าของพืชสมุนไพรให้เพิ่มขึ้น
ข้อเสนอแน 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการทดลองไปใช้
1.1. ผลการศึกษาพบว่า ควรจะมีการใช้วัตถุดิบหรือส่วนผสมที่มากขึ้น มีการนำสมุนไพรชนิดอื่นมาใช้ทำในการทดลอง และควรพัฒนาต่อยอดของโครงงานให้สามารถเป็นผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์
1.2.ไข่เค็มใบเตยและตะไคร้สามารถควรที่จะนำออกไปสู่ตลาดได้เหมือนไข่เค็มอื่นๆ

เรียบเรียงโดย Jamjung.com

http://ipattapong.wordpress.com/2012/01/23/108/

https://docs.google.com/document/d/1tfd_3-QW-fw2uuZf49F2uZg7a9KeuwlRBW1GhlBjrSU/edit?pli=1

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=2025afdd3a9185b2

http://jenrangsima202.blogspot.com/

ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์

http://variety.siam55.com/data/6/0036-1.html

โครงงานกาวจากเปลือกพืชป่าชายเลน

http://variety.siam55.com/data/6/0277-1.html

ตัวอย่างโครงงานคอมพิวเตอร์

http://variety.siam55.com/data/6/0042-1.html

ตัวอย่างโครงงานคณิตศาสตร์

http://variety.siam55.com/data/6/0037-1.html

ตัวอย่างโครงงานภาษาไทย

http://variety.siam55.com/data/6/0041-1.html

โครงงานตะกั่ว

http://variety.siam55.com/data/6/0292-1.html

โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง

http://variety.siam55.com/data/6/0275-1.html

http://variety.siam55.com/data/6/0274-1.html

ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์

http://variety.siam55.com/data/6/0275-1.html

โครงงานอื่นๆเดี๋ยวตามมาเรื่อยๆจ๊า

หัวข้อน่าสนใจ

2 Responses to " การเขียนโครงงานวิทย์ พร้อมตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์ รูปแบบโครงงานวิชาต่างๆ รวบรวมไว้ คลิก "

  1. pat says:

    ขอแบบสาขากายภาพกับสาขาประยุกต์หน่อยคับ

Leave a comment

You must be Logged in to post comment.