Home » การศึกษา » โคลงโลกนิติ พร้อมแปล อ่านประวัติ ที่มา ตัวอย่างโคลงโลกนิติ


โคลงโลกนิติ พร้อมแปล อ่านประวัติ ที่มา ตัวอย่างโคลงโลกนิติ

โคลงโลกนิติ พร้อมแปล อ่านประวัติ ที่มา ตัวอย่างโคลงโลกนิติ

โคลงโลกนิติ พร้อมแปล อ่านประวัติ ที่มา ตัวอย่างโคลงโลกนิติ

โคลงโลกนิติเป็นเหมือนวรรณกรรม สุภาษิตที่สอนในเรื่องการทำดี หรือในเรื่องต่าง ๆ  โคลงโลกนิติมีมาช้านานแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา   ส่วนโคลงโลกนิติ เป็นสุภาษิตที่บรรพบุรุษของไทยนับถือ นำไปเล่าเรียน สั่งสอน และประพฤติปฏิบัติกันต่อ ๆกันมา  คำสอนนั้นจะสอนในเรื่อง ทำดี รุ้จักประมาณตน  รู้จักครบเพื่อน กตัญญู เป็นต้น

โคลงโลกนิติเริ่มด้วยการยกโคลงแม่บทซึ่งเป็นโคลงที่แต่งถูกต้องตามข้อบังคับ เช่น เอก ๗ โท 4
ไม่มีเอกโทษ โทโทษ ไม่มีการใช้คำตายแทนเสียงเอก เป็นต้น
โคลงโลกนิติ แต่งได้ถูกต้องตามข้อบังคับของโคลง มีการใช้คำสัมผัสให้ไพเราะยิ่งขึ้นโดยใช้สัมผัสระหว่างคำสุดท้ายของวรรคแรกกับคำแรกของวรรคหลัง รวมทั้งสัมผัสภายในวรรคด้วย ขณะเดียวกันก็มีวิธีการรวบคำเพื่อให้ถูกต้องตามข้อบังคับด้วย

สารบัญโคลงโลกนิติ

1. ประวัติโคลงโลกนิติ
2. คุณค่าของโคลงโลกนิติ
3. คำสอนในโคลงโลกนิติ
4. ตัวอย่างโคลงโลกนิติ

=====

ประวัติโคลงโลกนิติ

โคลงโลกนิติเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร มีทั้งที่เขียนเป็น
ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ที่เขียนเป็นภาษาบาลี คือ คัมภีร์โลกนิติ (โลกนิติปกรณ์) ธรรมนีติ ราชนีติ
ธรรมบท ชาดก และที่ไม่ทราบอีก ส่วนที่เขียนเป็นภาษาสันสกฤต คือ จาณักยศตกะ วยาการศตกะ

และ หิโตปเทศ ในจำนวนนี้คัมภีร์ที่เป็นที่มาที่สำคัญที่สุด คือ คัมภีร์โลกนิติซึ่งได้เป็นที่มาของโคลงโลกนิติ
ถึง ๗๓ บท (โคลงโลกนิติที่นำมาเรียนมี ๔๒บท) และที่สำคัญรองลงไปก็คือ คัมภีร์ธรรมนีติ อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า คาถาใดในคัมภีร์โลกนิติที่เป็นที่มาของโคลงโลกนิติ คาถานั้นมักจะปรากฏอยู่ในคัมภีร์ธรรมนีติเช่นกัน การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคัมภีร์โลกนิตินั้นได้รับอิทธิพลมาจากคัมภีร์ธรรมนีติ
ถึงแม้ว่าในบทส่งท้ายของโคลงโลกนิติจะแจ้งว่า มีจำนวนโคลงทั้งสิ้น ๔o๘ บท แต่เมื่อสอบดูแล้วพบว่า
มีเพียง ๔o๒ บท เท่านั้น ในจำนวนนี้ที่ทราบมาอย่างชัดเจนมีด้วยกันทั้งหมด ๑๕๓ บท ที่สันนิษฐานว่ามาจาก
คัมภีร์ต่างๆ มี ๒๙ บท ที่มีอุปมาอุปไมยจากชาดกหรือนิทานไทยแท้แต่โบราณมี ๕ บท ที่มีเนื้อความตรงกับ
วรรณคดีอื่นๆ ๖ บท ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของกวีมี ๑o๙ บท ที่ปรากฏคาถาแต่ยังไม่ทราบที่มามี ๒๔ บท และที่ยังไม่ทราบที่มามี ๗๓ บท นอกจากนี้ก็ยังมีโคลงโลกนิติอีกจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏในต้นฉบับตัวเขียน แต่ปรากฏอยู่ในประชุมจารึกวักพระเชตุพนฯ และประชุมโคลงโลกนิติ ซึ่งกรมศิลปากรเป็นผู้รวบรวม และอ้างว่าเป็นพระนิพนธ์ของกรมพระยาเดชาดิศรเช่นกัน ในกลุ่มนี้มีโคลงจำนวน ๓๑ บท ซึ่งสามารถทราบ
ที่มาได้ ในบรรดาที่มาของโคลงโลกนิตินั้น สังเกตได้ว่า คัมภีร์ภาษาบาลีนั้นมีอิทธพลต่อโคลงโลกนิติ
มากกว่าคัมภีร์สันสกฤต ส่วนชื่อของโคลงโลกนิติ เพราะเหตุที่มาจากคัมภีร์โลกนิติในชั้นแรก
จึงใช้ชี่อว่าโลกนิติตามชื่อคัมภีร์ซึ่งเป็นที่มา ต่อมาเมื่อมีการแต่งโคลงโดยอาศัยคัมภีร์อื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก คัมภีร์โลกนิติก็มิใช่เป็นคัมภีร์เดียวที่เป็นที่มาของโคลงโลกนิติ อนึ่ง มีโคลงโลกนิติจำนวนมากที่เกิดจาก
การสร้างสรรค์ของกวี ดังนั้น ชื่อของโคลงโลกนิติจึงน่าจะมีความหมายในวงกว้างว่า ชี้ หรือ แนะ (ประโยชน์)
ให้แก่โลก

=====

คุณค่าของโคลงโลกนิติ

คุณค่าของโคลงโลกนิติมีอยู่หลายด้านทีเดียว ซึ่งคนรุ่นหลังควรจะศึกษาและรักษามันเอาไว้

คุณค่าด้านวรรณศิลป์
กวีมีความฉลาดและแยบคายในการประพันธ์ให้ผู้อ่านเห็นภาพ และเกิดความซาบซึ้งในโวหารเปรียบเทียบ มีการเลือกสรรถ้อยคำที่ใช้อย่างประณีตบรรจง ใช้คำสั้นแต่มีความหมายลึกซึ้ง ไพเราะทั้งเสียง ทั้งจังหวะ และเมื่ออ่านออกเสียงเป็นทำนองเสนาะก็ยิ่งจะได้รับรสของคำประพันธ์มากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างคำประพันธ์ต่อไปนี้

“ปลาร้าพันห่อด้วย ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง
คือคนหมู่ไปหา คบเพื่อน พาลนา
ได้แต่รายร้ายฟุ้ง เฟื่องให้เสียพงศ์”

จากคำประพันธ์ข้างต้นเป็นการใช้สัมผัสอักษรเล่นคำที่ทำให้เสียงไพเราะ มีจังหวะ ใช้คำง่ายๆ คมคาย ทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพอย่างแจ่มชัดและจดจำคำกลอนได้ง่าย

การใช้โวหารภาพพจน์
โคลงโลกนิติมีการใช้โวหารภาพพจน์ลักษณะต่างๆ ที่ทำผู้อ่านได้เข้าถึงสาระของบทกวีดียิ่งขึ้น เช่น
ภาพพจน์อุปมา คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่งเพื่ออธิบายสิ่งนั้นให้ชัดเจนขึ้น เช่น
“นาคีมีพิษเพี้ยง สุริโย
เลื้อยบ่ทำเดโช แช่มช้า
พิษน้อยหยิ่งยโส แมลงป่อง
ชูแต่หางเองอ้า อวดอ้างฤทธี”
คุณค่าด้านเนื้อหา
โคลงโลกนิติเป็นวรรณคดีประเภทคำกลอน เป็นโคลงสุภาษิตเพื่อสอนให้เป็นคนดีปฏิบัติตนให้ถูกต้องในสังคม เป็นโคลงที่เข้าใจแก่นแท้และธรรมชาติของมนุษย์ทั้งทางโลก และทางธรรม เช่น
การใช้ทรัพย์ สอนให้รู้จักใช้ทรัพย์อย่างถูกวิธี ให้จัดสรรปันส่วนในการใช้จ่าย เช่น

“ทรัพย์มีสี่ส่วนไซร้ ปูนปัน
ภาคหนึ่งพึงเกียดกัน เก็บไว้
สองส่วนเบ็ดเสร็จสรรพ์ การกิจ ใช้นา
ยังอีกส่วนควรให้ จ่ายเลี้ยงตัวตน”

ลักษณะของคนดี สอนให้รู้ว่าคนดีควรมีลักษณะอย่างไร เช่น

“ให้ท่านท่านจักให้ ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง นอบไหว้
รักท่านท่านควรครอง ความรักเรานา
สามสิ่งนิ่งนี้เว้นไว้ แต่ผู้ทรชน”
คุณค่าด้านสังคม
โคลงโลกนิติเป็นโคลงที่มีคุณค่าต่อสังคมมาก เพราะเปรียบเสมือนเป็นกระจกส่องให้เห็นถึงพฤติกรรมของความเป็นมนุษย์ที่มีผลต่อสังคม โคลงโลกนิติจึงเปรียบเป็นคู่มือในการใช้ครองเรือนให้มีความสุข ดำรงตนเป็นคนดีอยู่ในสังคม
อย่างถูกทำนองคลองธรรม เนื้อหาจากวรรณคดีเรื่องนี้จึงมีผลอย่างมากต่อผู้อ่านที่จะทำให้เข้าใจ
ถึงความรู้สึกนึกคิด หรือสารที่ผู้แต่งต้องการสื่อออกมา อันจะส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ของคนในสังคมให้ดีขึ้น
การนำไปประยุกต์ในชีวิตประจำวัน
โคลงโลกนิติเป็นวรรณคดีคำสอนซึ่งแสดงให้เห็นวิธีการใช้ชีวิตให้เป็นสุข และสามารถปฏิบัติตน
ให้อยู่ในกรอบที่ดีของสังคม สาระที่ปรากฏอยู่ในโคลงผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตได้ เช่น
การใฝ่ศึกษาหาความรู้ ไม่ว่าในยุคสมัยใดการเรียนถือเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นจึงควรขยันหมั่นเพียร เพราะความรู้ไม่มีใครสามารถขโมยไปได้และยังสามารถใช้เลี้ยงชีพของตนได้อีกด้วย ดังโคลงบทนี้
“ความรู้ดูยิ่งล้ำ สินทรัพย์
คิดค่าควรเมืองนับ ยิ่งไซร้
เพราะเหตุจักอยู่กับ กายอาต-มานา
โจรจักเบียนบ่ได้ เร่งรู้เรียนเอา”

การเลือกคบคน การดำรงอยู่ในสังคมย่อมพบเจอกับผู้คนมากมาย ยากที่จะรู้ว่าใครดีหรือร้าย
จากการตัดสินแค่ภายนอกเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรพิจารณาให้ถ่องแท้ก่อนจะตัดสินว่าเป็นคนเช่นไร ดังโคลงบทนี้

“ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้ มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน ชาดบ้าย
ภายในย่อมแมลงวัน หนอนบ่อน
ดุจดังคนใจร้าย นอกนั้นดูงาม”

=====

คำสอนในโคลงโลกนิติ

คำสอนในโคลงโลกนิตินั้นส่วนใหญ่จะเน้นสุภาษิตเข้ามาจะสอนในเรื่องทำดีต่างๆละเว้นความชั่ว

สอนให้ทำความดี

โคลงโลกนิติสอนให้รู้จักความดีความชั่ว การที่เราได้รับผลอย่างไรย่อมมีเหตุจากการกระทำของเราทั้งสิ้น ผู้ทำดีย่อมได้รับผลดีตอบแทน ส่วนผู้ทำชั่ว ผลที่เกิดจากการทำชั่วนั้น ย่อมกัดกร่อนใจซึ่งเปรียบได้กับสนิมกัดกร่อนเนื้อเหล็กให้ผุพังไป ดังที่ว่า

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ        ในตน

กินกัดเนื้อเหล็กจน                กร่อนขร้ำ

บาปเกิดแต่ตนคน                 เป็นบาป

บาปย่อมทำโทษซ้ำ              ใส่ผู้บาปเอง

สอนให้รู้จักประมาณตน

โคลงโลกนิติสอนให้รู้จักประเมินความสามารถและประมาณกำลังของตน นับเป็นคำสอนที่สอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ดังคำสอนที่ใช้แนวเทียบกับนกตัวน้อยที่หากินตามกำลังของตนและทำรังแต่พอตัว

นกน้อยขนน้อยแต่        พอตัว

รังแต่งจุเมียผัว                  อยู่ได้

มักใหญ่ย่อมคนหวัว           ไพเพิด

ทำแต่พอตัวไซร้                อย่าให้คนหยัน

สอนให้รู้จักพิจารณาคนและรู้จักคบเพื่อน

โคลงโลกนิติสอนให้รู้จักพิจารณาเลือกคบคน โดยกล่าวเปรียบเทียบว่า ก้านบัว สามารถบอกความตื้นลึกของน้ำได้ฉันใด กิริยามารยาทของคนก็สามารถบ่งบอกถึงการอบรมเลี้ยงดูได้ฉันนั้น คำพูดก็สามารถบ่งบอกให้รู้ว่าคนนั้นพูดฉลาดหรือพูดโง่ เช่นเกียวกับหย่อมหญ้าที่เหี่ยวแห้งย่อมบอกให้รู้ว่าดินในบริเวณนั้นไม่ดี ดังที่ว่า

ก้านบัวบอกลึกตื้น        ชลธาร

มารยาทส่อสันดาน          ชาติเชื้อ

โฉดฉลาดเพราะคำขาน   ควรทราบ

หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ  บอกร้านแสลงดิน

สอนไม่ให้ทำตามอย่างผู้อื่น

เมื่อเห็นผู้อื่นมั่งมีกว่าก็ไม่ควรโลภ ไม่ควรอยากมีอยากได้ตามคนอื่น แม้จะยากจนก็ให้หมั่นทำมาหากิน อย่าเกียจคร้านและท้อแท้ ให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ดังที่ว่า

เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม         ใจตาม

เรายากหากใจงาม                 อย่าคร้าน

อุตสาห์พยายาม                    การกิจ

เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน        อย่าท้อทำกิน

สอนให้มีความกตัญญู

โคลงโลกนิติสอนให้ระลึกถึงพระคุณบิดามารดาและครู โดยกล่าวเปรียบว่าพระคุณของมารดานั้นยิ่งใหญ่เปรียบได้กับแผ่นดิน พระคุณของบิดาเล่าก็กว้างขวางเปรียบได้กับอากาศ พระคุณของพี่นั้นสูงเท่ากับยอดเขาพระสุเมรุ และพระคุณของครูบาอาจารย์ก็ล้ำลึกเปรียบได้กับน้ำในแม่น้ำทั้งหลาย ดังที่ว่า

คุณแม่หนักหนาเพี้ยง          พสุธา

คุณบิดรดุจอา-                       กาศกว้าง

คุณพี่พ่างศิขรา                      เมรุมาศ

คุณพระอาจารย์อ้าง               อาจสู้สาคร

สอนให้เป็นคนมีวาจาอ่อนหวาน

คนที่พูดจาสุภาพไพเราะย่อมมีเพื่อนมาก เปรียบได้กับดวงจันทร์ที่มีดาวจำนวนมากรายล้อมประดับ ต่างกับคนพูดจากระด้างหยาบคาย ทำให้มีไม่ใครปรารถนาจะคบหรือสมาคมด้วย เปรียบได้กับดวงอาทิตย์แสงร้อนแรงที่บดบังแสงของดาวดวงอื่น ดังที่ว่า

อ่อนหวานมานมิตรล้น        เหลือหลาย

หยาบบ่มีเกลอกราย                เกลื่อนใกล้

ดุจดวงศศิฉาย                        ดาวดาษ ประดับนา

สุริยาส่องดาราไร้                    เพื่อร้อนแรงแสง

=====

ตัวอย่างโคลงโลกนิติ

นี่ก็จะเป็นตัวอย่างชนิดต่าง ๆ ที่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศรเคยแต่งเอาไว้มากมาย

ลองดูกันเลย

ครรโลงโคลงโลกนิตินี้

มีแต่โบราณกาล
เป็นสุภาษิตสาร
กลดั่งสร้อยสอดคล้อง

นมนาน
เก่าพร้อง
สอนจิต
เวี่ยไว้ในกรรณ
ทศนัขนอบน้อมมิ่ง
ไตรรัตน์จัดเบญจางค์
จักพร้องโลกนิติปาง
อรรถอื่นอ้างเลศล้อม
อุตมางค์
แจ่มพร้อม
สดับแต่  เดิมพ่อ
ต่างต้องคัมภีร์
ถวายกรกรรพุ่มเพี้ยง
ไตรรัตน์เรียบไตรทวาร
โลกนิติสืบสาร
เตือนจิตสาธุชนเช้า
บวรมาลย์มิ่งแฮ
เวียดเกล้า
ของเก่า
ค่ำค้ำชูใจ
โลกนิติในโลกล้วน

คือบิดามารดาอาจารย์
เชาเจ้าจ่อมใจบาณ
เบิกศิลปปรีชาแท้

แก่นสาร

เจี่ยวแล้
ทิตร่ำ  เรียนแฮ
เลิศแล้วเมธี

ปลาร้าพันห่อด้วย

ใบก็เหม็นคาวปลา
คือคนหมู่ไปหา
ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง

ใบคา

คละคลุ้ง
คบเพื่อน  พาลนา
เฟื่องให้เสียพงศ์

ใบพ้อพันห่อหุ้ม

หอมระรวยรสพา
คือคนเสพเสน่หา
ความสุขซาบฤาม้วย

กฤษณา

เพริศด้วย
นักปราชญ์
ดุจไม้กลิ่นหอม

ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้

ภายนอกแดงดูฉัน
ภายในย่อมแมลงวัน
ดุจดังคนใจร้าย

มีพรรณ

ชาดบ้าย
หนอนบ่อน
นอกนั้นดูงาม

ขนุนสุกสล้างแห่ง

ภายนอกเห็นหนามหนา
ภายในย่อมรสา
สาธุชนนั้นแล้

สาขา

หนั่นแท้
เอมโอช
เลิศด้วยดวงใจ

ยางขาวขนเรียบร้อย

ภายนอกหมดใสสี
กินสัตว์เสพปลามี
เฉกเช่นชนชาติร้าย

ดูดี

เปรียบฝ้าย
ชีวิต
นอกนั้นนวลงาม

รูปแร้งดูร่างร้าย

ภายนอกเพียงพึงชัง
เสพสัตว์ที่มรณัง
ดังจิตสาธุชนกล้า

รุงรัง
ชั่วช้า
นฤโทษ
กลั่นสร้างทางผล
คนพาลผู้บาปแท้

ไปสู่หาบัณทิต
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์
คือจวักตักเข้า

ทุรจิต

ค่ำเช้า
บ่ทราบ ใจนา
ห่อนรู้รสแกง

ผู้ใดใจฉลาดล้ำ

ได้สดับปราชญ์เจรจา
ยินคำบัดเดี๋ยวมา
คือมลิ้นคนผู้

ปัญญา

อาจรู้
ซับซาบ ใจนา
ทราบรู้รสแกง

หมูเห็นสีหราชท้า

กูสี่ตีนกูพบ
อย่ากลัวท่านอย่าหลบ
ท่านสี่ตีนอย่าได้

ชวนรบ

ท่านไซร้
หลีกจาก กูนา
วากเว้วางหนี

๏ขนุนสุกสล้างแห่ง สาขา
ภายนอกเห็นหนามหนา หนั่นแท้
ภายในย่อมรสา เอมโอช
สาธุชนนั่นแล้ เลิศด้วยดวงใจ

ขนุนมีรูปร่างภายนอกที่ไม่งดงามเต็มไปด้วยหนามแต่จะมีเนื้อในที่หอมหวานอร่อยเปรียบเหมือนคนที่รูปร่างหน้าตาไม่สวยแต่มีจิตใจที่ดีงาม

๏คนพาลผู้บาปแท้ ทุรจิต
ไปสู่หาบัณฑิต ค่ำเช้า
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์ บ่ซาบ ใจนา
คือจวักตักข้าว ห่อนรู้รสแกง

คนเลวถึงแม้จะคบหากับคนดีอย่างไรก็ไม่ได้รับคุณความดีติดตัวมาเลยเปรียบเหมือนจวักตักข้าวตักแกงแต่ไม่เคยรู้รสชาติของอาหารนั้น ๆ เลย

๏พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

สัตว์ต่าง ๆ อาทิ วัว ความ หรือกระทั่งช้าง เมื่อตายไปแล้ว ก็ยังเหลือหนังหรืองาเอาไว้
ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ แต่มนุษย์ เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว ร่างกายก็สูญสลายไปทั้งหมด ไม่เหลือสิ่งใดเอาไว้เลย

๏หมูเห็นสีหราชท้า ชวนรบ
กูสี่ตีนกูพบ ท่านไซร้
อย่ากลัวท่านอย่าหลบ หลีกจาก กูนา
ท่านสี่ตีนอย่าได้ วากเว้วางหนี

หมูพาลตัวหนึ่งเห็นราชสีห์เดินมา ก็ท้าให้มาสู้กัน แต่ราชสีห์ก็ไม่สนในที่จะต่อสู้ด้วย หมูจึงคิดว่าราชสีห์กลัว

๏อัญขยมบรมนเรศร์เรื้อง รามวงศ์
พระผ่านแผ่นไผททรง สืบไท้
แสวงยิ่งสิ่งสดับองค์ โอวาท
หวังประชาชนให้ อ่านแจ้งคำโคลง

พระ มหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี(รัชกาลที่๓)มีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนได้ความ รู้จากโคลงโลกนิติเพื่อเป็นสุภาษิตสอนใจในการดำเนินชีวิต

๏ครรโลงโลกนิตินี้ นมนาน
มีแต่โบราณกาล เก่าพร้อง
เป็นสุภสิตสาร สอนจิต
กลดั่งสร้อยสอดคล้อง เวี่ยไว้ในกรรณ

โคลงโลกนิติมีมาแต่โบราณแล้วเนื้อหาสาระในโคลงโลกนิติล้วนแล้วแต่เป็นสุภาษิตสอนใจและเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของผู้ที่ได้ศึกษา

๏ปลาร้าพันห่อด้วย ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง
คือคนหมู่ไปหา คบเพื่อน พาลนา
ได้แต่รายร้ายฟุ้ง เฟื่องให้เสียพงศ์

ใบคาที่เอาไปห่อปลาร้านั้นจะมีกลิ่นเหม็นของปลาร้าไปด้วยเหมือนคบคนพาลก็จะมีแต่ความเดือดร้อนและเสื่อมเสียไปด้วย

ใบพ้อพันห่อหุ้ม กฤษณา
หอมระรวยรสพา เพริศด้วย
คือคนเสพเสน่หา นักปราชญ์
ความสุขซาบฤๅม้วย ดุจไม้กลิ่นหอม

ใบพ้อที่นำไปห่อไม้กฤษณาก็จะมีกลิ่นหอมของไม้กฤษณาไปด้วย ซึ่งเปรียบเหมือนการที่เราคบกับคนดี เราก็จะได้รับความสุขตามไปด้วย

๏ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้ มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน ชาดบ้าย
ภายในย่อมแมลงวัน หนอนบ่อน
ดุจดั่งคนใจร้าย นอกนั้นดูงาม

ผล มะเดื่อเมื่อสุกจะมีสีแดงที่สวยงามแต่ภายในจะมีแมลงวันมีหนอนอยู่ข้างใน เปรียบเหมือนกับคนที่คนที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามแต่จิตใจเลวทราม

เรียบเรียงโดย Jamjung.com

ที่มา

http://heritage.mod.go.th/nation/proverb/index1.htm

https://sites.google.com/site/kholnglokniti/kholng-lok/kha-sxn-ni-kholng-lok-niti

http://www.unigang.com/Article/2800

หัวข้อน่าสนใจ

Leave a comment

You must be Logged in to post comment.