Home » การศึกษา » กระทู้ธรรม การเขียนกระทู้ธรรม ตรี โท เอก และตัวอย่างมากมาย


กระทู้ธรรม การเขียนกระทู้ธรรม ตรี โท เอก และตัวอย่างมากมาย

การเขียนกระทู้ธรรม

การเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม คือการเขียนเรียงความเพื่ออธิบายพุทธพจน์หรือ สุภาษิต ที่ให้มาเขียนให้มีความหมายตรงกับกระทู้ธรรมที่ได้รับมากที่สุด แล้วนำสุภาษิตอีกบทเชื่อมเข้าหากันโดยให้เนื้อความเข้ากันดีส่วนการเขียนกระทู้ธรรมแต่ละชั้นก็จะไม่เหมือนกัน ถ้าชั้นสูงขึ้นไปก็จะมีความ ยาก และเชื่อมเข้าหากันมากขึ้นและเนื้อหาก็จะเยอะขึ้นด้วย


สารบัญการเขียนกระทู้ธรรม

  1. วิธีการเขียนกระทู้ธรรมให้ได้ผ่าน
  2. การเขียนกระทู้ธรรมชั้นตรี
  3. การเขียนกระทู้ธรรมชั้นโท
  4. การเขียนกระทู้ธรรมชั้นเอก

องค์ประกอบของการเขียนกระทู้ธรรม มี 4 อย่างคือ

1 บทอุทเทส บทตั้งที่แม่กองสนามหลวงกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นข้อสอบ เรียก กระทู้ตั้ง ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ

(1) ปุคคลาธิษฐาน คือยกบุคคลขึ้นมากล่าว ยกเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลขึ้นมาอธิบายเพื่อให้เข้าใจธรรมะ เช่น อตฺตานํ ทมฺยนฺติ ปณฺฑิตา (บัณฑิตย่อมฝึกตน)

(2) ธรรมาธิษฐาน คือยกหลักธรรมขึ้นมากล่าวโดยตรง เช่น วิริเยน ทุกขมจฺเจติ (คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร)

2 บทนิทเทส คือบทขยายความ หมายถึงการอธิบายขยายถ้อยคำของพุทธศาสนสุภาษิตที่เป็นบททุทเทส ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

(1) อารัมภบท คือบทเริ่มต้นเป็นบทนำที่บอกวัตถุประสงค์ในการแต่งกระทู้ธรรม ขึ้นต้นด้วยคำว่า ” ณ บัดนี้ จักได้อธิบายความแก้กระทู้ธรรมแห่งพุทธศาสนสุภาษิต ที่ได้ลิขิตไว้ในเบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางศึกษาและนำมาปฏิบัติ แก่พุทธบริษัท เป็นลำดับสืบไป”

(2) นิทเทสบท คือบทแสดง หมายถึงบทอธิบายขยายความบทตั้ง ควรเขียน 12 บรรทัดขึ้นไป

3 บทเชื่อม หรือกระทู้รับ คือพุทธศนสุภาษิตที่เตรียมมาเชื่อมกับกระทู้ตั้ง ควรมี 12 บรรทัดขึ้นไปเช่นกัน

4 บทปฏินิทเทส คือบทสรุป ย่อความที่แสดงมา เน้นประเด็นสำคัญ พอให้ได้ใจความย้ำเตือนอีกครั้งหนึ่ง ควรมี 4 บรรทัด ขึ้นไป และลงท้ายว่า “มีนัยดังพรรณามาดังนี้แล”

วิธีการเขียนกระทู้ธรรม

พิจารณากระทู้ตั้งก่อน เมื่อกำหนดว่า ประเด็นกระทู้ตั้งคืออะไร จึงค่อยเขียนโดย

- ถ้าเกี่ยวกับบุคคล ก็ให้คำจำกัดความของความหมายของศัพท์ก่อน เป็นการวิเคราะห์ศัพท์ แล้วจึงเขียนขยายความ

- ถ้าเกี่ยวกับหลักธรรม ควรให้คำจำกัดความแล้วจึงแต่งขยายความ

การขยายความควรนำหลักธรรมที่เกี่ยวข้องไปอธิบายเสริม หากบางสุภาษิตต้องวิเคราะห์ตีความ ก็ควรเขียนถึงด้วย โดยเฉพาะกระทู้เกี่ยวกับธรรมาธิษฐาน

- สำหรับสุภาษิตที่จะนำมาเชื่อม ต้องกล่าวถึงข้อความของสุภาษิตนั้นเบื้องต้นก่อนเสมอ จะยกมาลอยๆไม่ได้

=====

วิธีการเขียนกระทู้ธรรมให้ได้ผ่าน

เคล็ดลับการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรมของธรรมศึกษาทุกชั้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนผู้ที่หวังคะแนนจากวิชากระทู้ธรรม อย่างที่หลายคนเข้าใจว่าวิชากระทู้ธรรมเป็นวิชาที่ทำคะแนนได้ดีกว่าวิชาอื่นๆ อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นวิชาที่ทำคะแนนให้เรามากก็จริง ไม่ใช่เพราะว่าเราเขียนได้เยอะเขียนได้หลายหน้ากระดาษซึ่งไม่เกี่ยวกันเลยคะ คนที่ทำคะแนนวิชานี้ได้เยอะเป็นเพราะเขาเขียนถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ถูกต้องตามโครงสร้างรูปแบบการเขียนและถูกต้องตามหลักแนวทางในการพิจารณาตรวจกระทู้ธรรมของสนามหลวงนั้นเองคะ

ลองมาดูเคล็ดลับกันคะ

1. ต้องแต่งได้ครบตามกำหนดและถูกต้องตามหลักโครงสร้างการเขียนกระทู้

ธรรมศึกษาชั้นตรี ต้องเขียนให้ได้ตั้งแต่ 2 หน้ากระดาษคำตอบขึ้นไป เว้นบรรทัดด้วย และให้ถูกต้องตามหลักโครงสร้างการเขียนกระทู้ธรรมตรี

ธรรมศึกษาชั้นโท ต้องเขียนให้ได้ตั้งแต่ 3 หน้ากระดาษขึ้นไป เว้นบรรทัดทุกครั้งและให้ถูดต้องตามหลักโครงสร้างการเขียนกระทู้ธรรมโท

ธรรมศึกษาชั้นเอก เขียนให้ได้ตั้งแต่ 4 หน้ากระดาษขึ้นไป เว้นบรรทัดทุกครั้ง และให้ถูกต้องตามหลักโคตรงสร้างการเขียนกระทู้ธรรมเอก

2. อ้างสุภาษิตเชื่อมได้ตามกฏ พร้อมบอกที่มาให้ถูกต้องชัดเจน

ข้อนี้ผมขอแนะนำว่าให้เตรียมตัวดีๆ หมายถึงท่องสุภาษิตจำให้ได้จำให้ขึ้นใจพร้อมที่มาของสุภาษิตนั้นๆ ตามชั้นเรียนของตัวเองนะครับ

>>ธรรมศึกษาตรีจะต้องอ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบ 1 สุภาษิตพร้อมบอกที่มาก่อนเสมอ

>>ธรรมศึกษาโทจะต้องอ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบ 2 สุภาษิตพร้อมบอกที่มาของสุภาษิต

>>ธรรมศึกษาเอกจะต้องอ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบ 3 สุภาษิตพร้อมพร้อมบอกที่มาของสุภาษิตด้วยและให้ถูกต้องนะ

3. เชื่อมความกระทู้ได้ดี

การเชื่อมกระทู้ให้ได้ดีนั้น ต้องเชื่อมเนื้อความของสุภาษิตแรกกับสุภาษิตที่สอง และที่สาม ที่สีให้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันนั้นเอง เช่น สุภาษิตแรกพูดถึงเรื่องกรรม เราจะยกสุภาษิตเรื่องศีลมาเชื่อมก็ต้องพูดเรื่องกรรมกับศีลให้เกี่ยวข้องกันว่า ศีลนั้นมีประโยชน์ให้คนทำกรรมอย่างไร หรือเพราะเหตุใดคนต้องอาศัยศีลในการสร้างกรรม ดูภาพประกอบนี้

เสร็จแล้วให้บอกที่มาของสุภาษิตที่ยกมาอ้างก่อนว่า สมดังสุภาษิตที่มาใน………….ว่า แล้วจึงเขียนสุภาษิตที่จะยกมาเชื่อมกับเรื่องกรรมนั้นเอง

4. อธิบายความสมกับกระทู้ที่ตั้งไว้

หมายถึงว่าให้เขียนอธิบายเนื้อความของสุภาษิตนั้นๆ ของแต่ละสุภาษิตให้ได้เนื้อหาสาระ มีใจความสัมพันธ์กับสุภาษิตที่เรากำลังอธิบายขณะนั้นและให้มีความหมายที่ถุกต้องสมกับกระทู้หรือสุภาษิตนั้นๆ

5. ใช้สำนวนสุภาพเรียบร้อย

ข้อนี้เป็นอีกหนึ่งระเบียบที่ทางสนามหลวงให้ความสำคัญมากครับ เพราะการใช้ภาษาที่มีสำนวนสุภาพเรียบ ให้ความเหมาะสม มีพลัง สามารถชักจูงจิตใจผู้อ่านได้นั้นเองครับ ผมจึงขอยกตัวอย่างดังนี้

คำสำนวนภาษาที่ถูกต้อง เช่น

-ใช้คำว่า “รับประทาน” แทนคำว่า “กิน”

-ใช้คำว่า “บิดามารดา” แทนคำว่า “พ่อแม่”

-ใช้คำว่า “ข้าพเจ้า,กระผม” แทนคำว่า”กู ,มึง,มัน”

6. ใช้ตัวสะกดการันต์ถูกต้องตามหลักภาษา

การใช้ตัวสะกดการันต์ต้องให้ถูกต้องมากที่สุดครับ และพยายามเขียนให้ผิดพลาดน้อยที่สุดครับ (มันก็ต้องผิดพลาดบ้าง) ถ้าเขียนผิดมากๆ กรรมผู้ตรวจก็จะเสื่อมศรัทธาในตัวผู้เขียน ทำให้คะแนนตก (ระวัง) ผมขอยกตัวอย่างคำที่มักเขียนผิดกันบ่อยๆ เช่น สร้างสรรค์ สรรเสริญ บังสุกุล บิณฑบาต ตักบาตร พรรณนา ศัพท์ แพศย์ ศูทร ฯลฯ เป็นต้น

7. สะอาดไม่เปรอะเปื้อน

ข้อนี้จัดว่าเป็นส่วนสำคัญมากอีกส่วนหนึ่ง เพราะอะไร? ก็เพราะว่าการขีดฆ่าหรือขูดลบบ่อยๆ หรือมีรอยลบลิขิตเปเปอร์มากเกินไป เรียงความนั้นก็จะหมดความสวยงามไม่น่าอ่าน หมึกที่ใช้เขียนควรใช้สีน้ำเงินหรือสีดำเท่านั้น สีไม่ควรใช้ เช่น สีแดงสีม่วง สีเขียว ฯลฯ นอกจากนั้นแล้ว ความห่างของตัวอักษรในแต่ละบรรทัด รวมทั้งขนาดของตัวอักษร ควรให้มีขนาดสม่ำเสมอเท่ากันไปโดยตลอด โดยเฉพาะตอนสุดท้ายบรรทัดไม่ควรเขียนบีบตัวอักษร เพื่อบรรจุข้อความให้หมดจนตัวอักษรลีบผิดปกติ แลดูไม่งาม

=====

การเขียนกระทู้ธรรมชั้นตรี

โครงสร้างหรือรูปแบบของการเขียนเรียงความแก้ กระทู้ธรรม ในระดับ ธรรมศึกษาชั้นตรีเท่านั้น เพื่อให้ผู้ที่เริ่มเรียนหรือเรียนธรรมศึกษาชั้นตรีอยู่นั้น มีแผนการเขียนที่ถูกต้อง ซึ่งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำความเข้าใจในโครงสร้างรูปแบบการเขียนให้ชัดเจนเสียก่อน ฉะนั้นโปรดทำความเข้าใจในโครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้นด้านล่าง

ในการอธิบายจะมีอยู่ 8 ส่วน

ขั้นตอนที่ 1 คือสุภาษิตบทตั้งเป็นสุภาษิตที่สนามหลวงกำหนดมาให้หรือเรียกว่าโจทย์ของวิชานี้ก็ได้และให้เขียนกึ่งหน้ากระดาษตามภาพ

ขั้นตอนที่ 2 การเขียนอารัมภบทคือ ณ บัดนี้.. ให้ขึ้นบรรทัดใหม่และย่อหน้าแล้วให้เขียนคำเต็มๆ ว่า

ณ บัดนี้จะได้อธิบายขยายความแห่งกระทู้ธรรมสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้อต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและนำไปปฏิบัติสืบต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 ตรงนี้เป็นการเริ่มเขียนอธิบายสุภาษิตบทตั้งที่สนามหลวงกำหนดเป็นโจทย์มาให้นั้นเอง ให้เราอธิบายประมาณ 7-10 บรรทัด (เว้นบรรทัดด้วย) พออธิบายได้ใจความตามบรรทัดที่กำหนดไว้แล้ว ให้เขียนคำว่า

สมดังสุภาษิตที่มาใน……ว่า (ต่อท้าย ตรงจุด…นั้นให้เขียนบอกที่มาของสุภาษิเชื่อม ก่อนที่จะเริ่มเขียนสุภาษิตเชื่อมต้องบอกที่มาของสุภาษิตก่อน)

ขั้นตอนที่ 4 การเขียนสุภาษิตเชื่อม เป็นสุภาษิตที่เราท่องไว้ เป็นสุภาษิตที่นำมาเชื่อมความกับสุภาษิตตั้ง เวลาเขียนต้องอยู่กึ่งกลางและตรงกับสุภาษิตบทตั้ง

ขั้นตอนที่ 5 ตรงนี้เป็นการเขียนอธิบายสุภาษิตเชื่อมที่และเช่นเดียวกันต้องให้ได้ประมาณ7-10 บรรทัดพอสมควร

ขั้นตอนที่ 6 คือขั้นตอนการเขียนสรุป ให้ย่อหน้าขึ้นบรรทัดใหม่ เขียนคำว่า สรุปความว่า… การสรุปความนั้น ควรสรุปประมาณ 5-6 บรรทัด เมื่อเขียนสรุปเสร็จแล้วให้เขียนคำว่า สมดังพุทธสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้อต้นนั้นว่า จากนั้นสุภาษิตบทตั้งมาปิดตาม

ขั้นตอนที่ 7 ให้นำสุภาษิตบทตั้งมาปิดอีกทีตามโครงสร้างด้านบน

ขั้นตอนที่ 8 เป็นการเขียนคำปิดสุภาษิตบทตั้งอีก คือให้เขียนคำว่า มีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ โดยไม่ต้องย่อหน้า นี้คือจบขั้นตอนการเขียนกระทู้ธรรมตรีครับไม่ยาก

** ควรจำหลักสำคัญดังนี้

1.การเขียนสุภาษิตต้องอยู่กึงกลางหน้ากระดาษและตรงกัน

2. ตามเลข 2, 3, 5, 6, เวลาเขียนต้องย่อหน้าทุกครั้งนะครับและให้ตรงกัน

3.สิ่งที่ต้องจำให้ได้เองเมื่อลงมือเขียน คือ

-คำอารัมภบท,

-สุภาษิตเชื่อมพร้อมคำแปลและที่มาของสุภาษิตเชื่อม,

-สมดังสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้อต้นนั้นว่า

-มีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้

แผนการเขียนเรียงความกระทู้ธรรม

(๑)                        ………………สุภาษิตบทตั้ง…………………

………………..คำแปล………………….

(๒)               ณ  บัดนี้………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………

(๓)   คำว่า………….อธิบายเนื้อความสุภาษิตบทตั้ง (ประมาณ 8-10บรรทัด)…. ………

……………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………

…………………………………สมดังสุภาษิตที่มาใน……( ที่มาของสุภาษิต)…….ว่า

(๔)                 ………………….สุภาษิตเชื่อม ………………….

… ……………….คำแปล……………………..

(๕)          คำว่า…………. อธิบายเนื้อความสุภาษิตบทตั้ง (ประมาณ 7-10 บรรทัด)

……………………………………………………………………………………………………

……………

……………………………………………………………………………………………………

(๖)            สรุปความว่า (ประมาณ 5 บรรทัด) ………………………………………….
………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………

……………………………………..สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า

(๗)

………………….สุภาษิตบทตั้ง…………………….

……………………คำแปล………………………..

ดังนัยพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ (๘)

ตัวอย่างข้อสอบ

สอบเมื่อ วันที่  ๑๕ เดือน พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๔๖

สีลํ โลเก  อนุตฺตรํ
ศีล เป็นเยี่ยมในโลก

ณ บัดนี้จักได้บรรยายขยายความกระทู้ธรรมสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้   ณ  เบื้องต้น  พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและนำไปปฏิบัติสืบต่อไป

คำว่า “ ศีล ” คือ การรักษากาย  วาจาให้เรียบร้อย  เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของมนุษย์  ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์นั้น  ผู้นั้นอย่างน้อยต้องมีศีล ๕ มีการไม่ฆ่าสัตว์  ไม่ลักทรัพย์  ไม่ประพฤติผิดในกาม  ไม่พูดปด  และไม่ดื่มสุราเสพยาเสพย์ติด  ศีลชื่อว่าเป็นเยี่ยมในโลก  เพราะเป็นเครื่องปกป้องโลกให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข  ศีลเป็นเครื่องขจัดความเบียดเบียนระหว่างตนกับผู้อื่นให้หมดไป  ก่อให้เกิดความรักความเมตตาให้เกิดขึ้นในโลก ศีลเป็นเครื่องชำระกิเลสอย่างหยาบให้หมดไป เป็นขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นของการทำดี  ผู้ประพฤติให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ย่อมจะประสบแต่ความสุข  ศีลเป็นความดี  มีผลเป็นความสุข ผู้รักษาศีลย่อมได้ผลคือความสุข  ตราบเท่าที่เขารักษาศีลอยู่  สมดังพุทธภาษิตที่มาในขุททกนิกาย  ธรรมบทว่า

สุขํ  ยาว  ชรา  สีลํ
ศีล  นำสุขมาให้ตราบเท่าชรา

ผู้ที่ปรารถนาความสุข  ไม่พึงละทิ้งการรักษาศีล  เพราะศีลเป็นบ่อเกิด เป็นบทเริ่มต้นของการสร้างความดีความงามให้เกิดมีขึ้นในจิตใจด้วยการฝึกควบคุมพฤติกรรมทางด้าน กาย วาจาให้เรียบร้อยอยู่เสมอ นอกจากนี้ศีลยังเป็นเหตุนำสุขมาให้  เหมือนดังเช่น องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งศีลอันบริสุทธิ์ ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์จึงมีแต่ความสุขเกษมสำราญ  เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจึงไม่ควรมองข้าม หันมารักษาศีลกันเถิด  เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนและโลก

สรุปความว่า ศีล คือการรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย  เป็นการควบคุมพฤติกรรมของคนให้อยู่ระเบียบแบบแผนที่ดีงามของสังคม เป็นคุณธรรมเบื้องต้นที่จะทำให้คนเป็น มนุษย์  คือ ผู้ประเสริฐ  ผู้รักษาศีลย่อมปราศจากศัตรูที่คอยเบียดเบียน  อยู่สงบร่มเย็นเป็นสุข  ดังนั้นศีลจึงเป็นความดีที่ยอดเยี่ยมในโลก    สมดังสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็น  นิกเขปบท  ณ  เบื้องต้นว่า

สีลํ  โลเก  อนุตฺตรํ
ศีล เป็นเยี่ยมในโลก.

=====

การเขียนกระทู้ธรรมชั้นโท

สำหรับหลักสูตรธรรมศึกษาชั้นโทรูปแบบการเขียนกระทู้ธรรมต้องนำสุภาษิตไปเชื่อมความ 2พุทธสุภาษิตพร้อมกับจะต้องอ้างที่มาของสุภาษิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งสุภาษิต เอาเป็นว่าคนที่ผ่านในระดับธรรมศึกษาชั้นตรีมาแล้วก็คงจะเข้าใจขึ้นมากแล้ว เพราะว่าโครงสร้างการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรมจะ

เหมือนกัน จะแตกต่างกันตรงที่ธรรมศึกษาชั้นโทต้องเพิ่มสุภาษิตขึ้นมาอีก 1 สุภาษิตพร้อมบอกที่มาเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นขอให้ศึกษาโครงสร้างรูปแบบการเขียน

ขั้นตอนที่ 1 การเขียนสุภาษิตบทตั้งให้เขียนตรงระดับกึ่งกลางหน้ากระดาษ โดยเฉพาะคำแปลให้เขียนเยื้องจากคำบาลีประมาณ 2-3 ตัวอักษรหรือให้พองามจ๊ะ

ขั้นตอนที่ 2 การเขียนอารัมภบท คือ คำว่า ณ บัดนี้..ฯ ให้ย่อหน้ากระดาษขึ้นบรรทัดใหม่ 5-6 ตัวอักษรหรือ 1 ข้อนิ้วมือแล้วเขียนคำๆ ว่า

“บัดนี้จะได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้อต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและนำไปปฏิบัติสืบต่อไป”

ขั้นตอนที่ 3 ขึ้นบรรทัดใหม่แล้วเริ่มอธิบายสุภาษิตบทตั้ง เนื้อความต้องให้ได้ 8-10 บรรทัดแล้วให้เขียนต่อด้วยคำว่า สมดังสุภาษิตที่มาใน……ว่า (ตรงวรรคจุดๆ นั้นให้บอกที่มาของสุภาษิตเชื่อมตัวที่หนึ่ง)

ขั้นตอนที่ 4 เขียนสุภาษิตเชื่อมและคำแปลตัวที่ 1 ตรงนี้ป็นสุภาษิตเชื่อมที่เรานำมาเองครับ (อย่าลืมบอกที่มาของสุภาษิตก่อนละในขั้นที่ 3 จ๊ะ)

ขั้นตอนที่ 5 ขึ้นย่อหน้าใหม่ เพื่อเริ่มอธิบายสุภาษิตเชื่อมตัวที่ 1 และเช่นเดียวกันต้องให้ได้ประมาณ 8-10 บรรทัดพอสมควรจากนั้นเขียนต่อด้วยคำว่า สมดังสุภาษิตที่มาใน…..ว่า

ขั้นตอนที่ 6 เขียนสุภาษิตเชื่อมและคำแปลตัวที่ 2 ก่อนเขียนต้องบอกที่มาของสุภาษิตในขั้นตอนที่ 5 ก่อนนะครับ

ขั้นตอนที่ 7 ขึ้นย่อหน้าใหม่ เพื่อเริ่มอธิบายสุภาษิตเชื่อมตัวที่ 2 ให้ได้ประมาณ 8-10 บรรทัด

ขั้นตอนที่ 8 ขึ้นย่อหน้าใหม่แล้วสรุปเนื้อความที่ได้อธิบายมาแล้วทั้ง 3 สุภาษิต คือสุภาษิตบทตั้งและสุภาษาษิตเชื่อมข้อที่ 1 สุภาษิตเชื่อมข้อที่ 2 ให้ได้ใจความสำคัญว่ามีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างไร ประมาณ 5-7 บรรทัดครับ เมื่อสรุปจบลงแล้วให้เขียนคำว่า..สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้อต้นนั้นว่า

ขั้นตอนที่ 9 ให้นำสุภาษิตบทตั้งมาเขียนปิดท้าย และสุภาษิตนั้นต้องให้อยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษ

ขั้นตอนที่ 10 ไม่ต้องย่อหน้า แล้วเขียนปิดท้ายขั้นตอนที่ 9 อีกที่ให้คำว่า.. มีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้” แค่นี้ก็จบขั้นตอนการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรมโท

=====

ตัวอย่างข้อสอบกระทู้ธรรมชั้นโท

ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ

กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ.

บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี

ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว.

บัดนี้ จักได้พรรณนาความตามพุทธศาสนสุภาษิต ที่ได้ยกขึ้นเป็นนิกเขปทบ ณ เบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายเป็นลำดับไป

ดำเนินความว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น หมายความว่าเมื่อบุคคลหว่านพืชหรือปลูกพืชชนิดใด ๆ ก็ตาม ผลออกมาก็คือพืชชนิดนั้น ๆ เช่นหว่านเมล็ดผักกาด ผลออกมาก็คือผักกาด หาเป็นอย่างอื่นไม่ เปรียบเสมือนกับคนที่ทำความดี คือ เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ซื่อสัตย์สุจริต มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา หรือผู้มีพระคุณ เขาก็ย่อมได้รับความยอมรับนับถือ เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นที่เคารพยกย่อง ของบุคคลทั่วไป และเมื่อเขามีลูก ก็ย่อมที่จะได้ลูกที่ว่านอนสอนง่าย เป็นคนกตัญญูกตเวทีเช่นกัน เพราะพ่อแม่ได้เป็นแบบอย่างให้แก่ลูกแล้วนั่นเอง นัยตรงกันข้ามกับคนที่แข็งกระด้าง ทุจริตคดโกง ไม่มีความกตัญญูกตเวที ต่อผู้มีพระคุณ เขาย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป เป็นคนที่ไม่มีใครอยากคบหาสมาคม และหากเมื่อทำผิดศีลธรรมหรือกฎหมายของสังคม ก็ย่อมที่จะถูกลงโทษด้วยการจองจำ หรือถูกทุบตี เป็นต้น ดังนั้น บุคคลทำกรรมอย่างไร ก็ย่อมที่จะได้รับผลของกรรมอย่างนั้น คนฉลาดย่อมเลือกที่จะทำแต่กรรมดี มีผลเป็นความสุข ส่วนคนโง่เขลา ย่อมหลงผิดประพฤติตนเกลือกกลั้วกับความชั่วนั่นเอง สมดังพุทธศาสนสุภาษิต ที่มาในขุททกนิกาย ธรรมบทว่า

อถ ปาปานิ กมฺมานิ กรํ พาโล น พุชฺฌติ

เสหิ กมฺเมหิ ทุมฺเมโธ อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ.

เมื่อคนโง่ มีปัญญาทราม ทำกรรมชั่วอยู่ก็ไม่รู้สึก

เขาย่อมเดือดร้อน เพราะกรรมของตน เหมือนถูกไฟไหม้.

ความว่า คนโง่มีปัญญาทราม ได้แก่ คนมีปัญญาทึบมืดมนอนธการ ไม่รู้หนทางแห่งความเจริญ และทางแห่งความเสื่อม ไม่รู้ถึงอุบายที่จะทำให้ตนเองให้พ้นไปจากความเสื่อม และให้ถึงซึ่งความเจริญได้ เป็นคนที่ตกอยู่ภายใต้ของอำนาจแห่งกิเลสตัณหาประกอบแต่กรรมชั่วทุจริตเป็นอาจิณ กล่าวคือ ชอบเบียดเบียนประทุษร้ายชีวิตคนและสัตว์ทั่วไป ชอบลักขโมยสิ่งของผู้อื่น ประพฤติผิดลูกผิดเมียเขา ซึ่งเรียกว่า ประพฤติชั่วทางกาย ชอบกล่าวคำเท็จ คำส่อเสียด คำหยาบ และคำเพ้อเจ้อเหลวไหล ซึ่งเรียกว่า ประพฤติชั่วทางวาจา ในด้านจิตใจก็มีแต่ความโลภ ความพยาบาทปองร้ายเขา และเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม หรือเห็นชั่วเป็นดี เห็นดีเป็นชั่ว ซึ่งเรียกว่า ประพฤติชั่วทางใจ บุคคลที่ประพฤติปฏิบัติตนอยู่เช่นนี้ ย่อมได้รับโทษตามสมควรแก่การกระทำ กล่าวคือ เมื่อถูกจับได้ก็จะต้องถูกดำเนินคดี ถูกจองจำ ถูกประนาม ถูกดูหมิ่น และไม่เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของคนอื่นอีกต่อไป ดังนั้น บุคคลที่แสวงหาความสุขความเจริญ จึงควรหลีกเลี่ยงจากการทำกรรมชั่วดังกล่าว สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในขุททก-นิกาย ธรรมบท ว่า

สุขกามานิ ภูตานิ โย ทณฺเฑน น หึสติ

อตฺตโน สุขเมสาโน เปจฺจ โส ลภเต สุขํ.

สัตว์ทั้งหลาย ย่อมต้องการความสุข ผู้ใดแสวงหาสุขเพื่อตน

ไม่เบียดเบียนเขาด้วยอาชญา ผู้นั้นละไปแล้ว ย่อมได้สุข.

ความว่า สัตว์ทั้งหลาย ในที่นี้ หมายเอา คนทั่วไป ธรรมดาไม่ว่าคนหรือสัตว์ ก็ย่อมต้องการความสุขด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น คนที่แสวงหาสุขเพื่อตนจึงไม่ควรหาความสุขด้วยการเบียดเบียนคนอื่น เพราะการแสวงหาสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ย่อมเป็นสุขที่ไม่ยั่งยืน ไม่ชอบธรรม ย่อมถูกตำหนิติเตียนได้ ดังนั้น ผู้แสวงหาสุขเพื่อตน จึงไม่ควรเบียดเบียนเขา ควรเว้นจากการประพฤติชั่วทางกาย ทางวาจาและทางใจ ควรที่จะให้ความช่วยเหลือแบ่งปันกัน มีความขยันหมั่นเพียรในการทำงาน หรือประพฤติตนให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม คือ ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส เมื่อทำได้ดังนี้ย่อมได้รับความสุขอย่างแท้จริง

สรุปความว่า บุคคลที่ทำความชั่วทางกาย วาจา ใจ ด้วยความหลง โดยเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นเป็นดั่งน้ำผึ้งที่มีรสหวาน แต่เมื่อใดก็ตาม ผลของกรรมชั่วที่ทำนั้นให้ผล ผู้นั้นย่อมได้รับผลคือความทุกข์ ความเดือดร้อนใจ แต่ถ้าทำกรรมดีผลของการกระทำ จะทำให้ผู้นั้นได้รับความสุขกาย สบายใจ ย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญจากผู้อื่น เหมือนกับคนปลูกพืชชนิดใด ๆก็ตาม ผลก็ออกมาเป็นพืชชนิดนั้น ๆ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นนั้นว่า ยาทิสํ วปเต พีชํตาทิสํ ลภเต ผลํ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ. แปลว่าบุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกไว้ในนิเขปบทเบื้องต้น ว่า

ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ

กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ.

บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี

ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว.

=====

การเขียนกระทู้ธรรมชั้นเอก

บทความนี้ต่อเนื่องจากที่เคยได้เขียนโครงสร้างกระทู้ธรรมตรีและโครงสร้างกระทู้ธรรมโทมาแล้วซึ่งในบทความนี้จะเป็นโครงสร้างกระทู้ธรรมเอกซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของการเรียนธรรมศึกษา ในโครงสร้างกระทู้ธรรมเอกโดยหลักการแล้วไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากของตรีและโทเลยนะครับ แต่ในชั้นธรรมศึกษาเอกนี้ต้องนำสุภาษิตอื่นมาอธิบายประกอบ 3 สุภาษิตและเชื่อมความได้ดีกับสุภาษิตบทตั้งตามหลักเกณฑ์การเขียนกระทู้ธรรมเอกครับ ดังนั้นผมจึงไม่ขออธิบายอะไรมากนอกจากการนำเสนอโครงสร้างการเขียนกระทู้ธรรมเอกไว้ในบทความนี้

ตัวอย่างข้อสอบ

เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต

ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ

ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ

อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกฺขํ

ภิกษุมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ มีสติไม่ประมาท

เป็นผู้รู้ละความถือมั่นว่าของเราได้แล้วเที่ยวไป พึงละชาติ

ชรา โสกะ ปริเทวะและทุกข์ ในโลกนี้ได้

บัดนี้จักได้อธิบายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิต ที่ได้ลิขิตไว้เป็นข้ออุเทศเบื้องต้นนั้ พอเป็นแนวทางศึกษาและปฏิบัติของสาธุชนพุทธมามกบริษัททั้งหลายผู้ฝักใฝ่ใคร่ต่อพระสัทธรรม ของพระบรมโลกนาถศาสดาจารย์ เพื่อยึดถือเอาพระสัทธรรมเหล่านั้นเป็นเครื่องอบรมบ่มนิสัยของตน และผู้อื่นให้บรรลุถึงความสุขอันเกิดจากการข้ามชาติชราโสกะปริเทวะทุกข์ทั้งหลายเป็นลำดับไป

เนื้อความแห่งกระทู้นี้มีอยู่ว่า ภิกษุคือผู้ละเพศคฤหัสถ์ถือเพศสมณะมีสมณธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีศีลเป็นเครื่องรักษากายวาจา และใจ ให้สงบเรียบร้อยปกติสุข มีสมณสัญญาอยู่เสมอ มีสติ ความระลึกได้อยู่ทั้งที่คิด ทั้งที่พูด ทั้งที่ทำ แม้ตนเองคิดดี คอดชั่ว คิดผิด คิดถูกก็ดี พูดดี พูดผิด พูดถูกก็ดี ทำดี ทำชั่ว ทำผิด ทำถูกก็ดี ก็ระลึกได้อยู่ กล่าวคือกำหนดรู้อยู่เสมอในเหตุนั้น มีความไม่ประมาทคือไม่ปล่อยให้สติเผลอไปในอารมณ์แห่งการคิด การพูดและการกระทำนั้นๆ กล่าวคือยั้งสติไว้ในอารมณ์นั้นๆ ให้มั่นคงไม่หวั่นไหว เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาย่อมเกิดปัญญาความรู้แจ้งขึ้นว่าเขาคิดผิดคิดถูก พูดผิดถูกหรือกระทำผิดกระทำถูกอย่างไร จึงยอมละความคิดผิด พูดผิด ทำผิดอย่างนั้นเสีย ยึดเอาการคิดถูก พูดถูก และทำถูกเป็นเกณฑ์ รู้เท่าทันธรรมดาของทุกสิ่งในโลกนี้ว่าตกอยู่ในลักษณะอาการทั้ง ๓ ประการ คือ อนิจฺจตา ความเป็นสภาพไม่เที่ยง ทุกฺขตา ความเป็นสภาพลำบากยากแค้นไม่สบายต่างๆ นานา อนตฺตตา ความเป็นสภาพไม่ใช่ตัวตน เพราะไม่เป็นไปในอำนาจของใคร เมื่อรู้เช่นนี้ เขาย่อมละความยึดมั่นถือมั่นว่ารูปของเรา เสียงของเราเป็นต้นเสียได้ เขามีปหานธรรมเป็นเครื่องละ ชาติ คือความเกิด ชรา คือความแก่คร่ำคร่า ปริเทวะ คือความพิไรรำพัน และทุกข์คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ ในโลกนี้เสียได้

คำว่า “ภิกษุ” แปลว่าผู้ขอ คือกุลบุตรได้รับอุปสมบทแล้วในพระพุทธศาสนย่อมยึดถือเอาเพศแห่งสมณะ มีสมณกิจเป็นเครื่องประกอบกิจที่สมณะประกอบนั้น ย่อมเป็นกิจที่ถูกต้อง ไม่ผิดทั้งทางคดีธรรมคือระเบียบแบบแผนแห่งธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญิติไว้แล้ว ตรงกับคำพระบาลีว่า สมณีธ อรณา โลเก แปลว่า สมณะไม่เป็นข้าศึกในโลก การขอของบรรชิตนี้ไม่ได้ขอด้วยการเอ่ยปากว่า “ท่านจงให้สิ่งนั้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการสิ่งโน้น” ดังนี้ แต่ว่าขอด้วยกาย คือ แสดงความประสงค์หรือความต้องการให้รู้ได้ด้วยกิริยาอาการ แม้ผู้ถูกขอจะให้หรือไม่ก็ตามที บรรพชิตผู้เป็นสมณะนั้น ย่อมไม่แสดงอาการโกรธฉุนเฉียวหรือไม่พอใจแต่ประการหนึ่งประการใด เรียกว่าการขอด้วยอาการสงบเสงี่ยมเรียบร้อยและบรรพชิตนั้นจะต้องประพฤติตัวให้เป็นผู้อันเขาเลี้ยงง่าย ชาวบ้านเขาบริโภคอาหารกันจะดีเลว ละเอียด ประณีต ร้อน เย็น ประการใดก็ตาม ชื่อว่าย่อมสมควรแก่บรรพชิตทั้งสิ้น อนึ่ง บรรพชิตย่อมถึงการเที่ยวไปบิณฑบาตตามตรอกน้อยและใหญ่ถึงความมานะว่าหากเท้าทั้งสองยังเดินไปได้ จักเป็นผู้เดินไปด้วยเท้า และจักยืนที่ประตูเรือนเท่านั้นรับภิกษา ต้องตามภาษิตกถาในธรรมบทขุททกนิกายว่า

ปจฺจติ มุนิโน ภตฺตํ   โถกํ โถกํ กุเล กุเล

ปิณฺฑิกาย จริสฺสามิ     อตฺถิ ชงฺฆพลํ มม

ภัตรในทุกๆ สกุลละนิดละหน่อย    อันชนหุงไว้เพื่อมุนี

เราจักเที่ยวไปด้วยปลีแข้งเพราะกำลังปลีแข้งของเรายังมีอยู่ ดังนี้

แม้เป็นความจริงอยู่แล้ว บรรพชิตจะต้องอาศัยบิณฑบาตลี้ยงอัตภาพให้เป็นอยู่ การเที่ยวสู่ตรอกน้อยใหญ่ที่มีภัตรตระกูลละนิดละหน่อยเพื่อรับภิกษานั้น ย่อมถูกต้องตามประเพณีของสมณะบรรพชิต ผู้มีศีลเป็นเครื่องรักษากายวาจาและใจให้ปกติสงบจากบาปอกุศลทั้งหลาย ย่อมมีความเป็นอยู่ด้วยอาหารอันชาวบ้านเขาถวาย บรรพชิตผู้ประกอบด้วยสมณกิจดังกล่าวนี้ชื่อว่าภิกษุ

ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของภิกษุนั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลคือธรรมที่ปรกติจากการประพฤติชั่วทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง และทางใจบ้าง ทางกาย เช่น เว้นจากการฆ่ามนุษย์และสัตว์  เว้นจากการขโมยสิ่งของผู้อื่นหรือถือเอาสิ่งของ ของผู้อื่นด้วยอาการแห่งขโมย การเว้นจากเสพเมถุนธรรมเป็นต้น เหล่านี้ชื่อว่าการประพฤติเว้นจากกรรมชั่วทางกาย ทางวาจา เช่นเว้นจากพูดโกหกอวดอุตตริมนุษยธรรม คือธรรมอันยิ่งแห่งมนุษย์ที่ไม่มีอยู่ในตนเป็นต้น ชื่อว่าการประพฤติเว้นจากกรรมชั่วทางวาจา ทางใจ เช่นการคิดเว้นจากการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์คิดเว้นจากการลักสิ่งของ ของผู้อื่น เหล่านี้เป็นต้น เรียกว่าการเว้นจากกรรมชั่วทางใย และให้กลับประพฤติดีทางกาย วาจา และใจ แม้ผู้อื่นก็มีชีวิตจิตใจ รู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกประทุษร้ายและมีความไม่อยากตาย มีความอยากเป็นอยู่ ทุกคนต่างก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน การไม่ผลาญชีวิตหรือไม่ทำร้ายกันและกันนั้น จึงเป็นการประพฤติดีทางกายมีวาจาพูดแสดงให้คนรู้จักความมุ่งหมายของกันและกัน การพูดไพเราะก็ทำให้ผู้ฟังสุขหูและทำให้เกิดประโยชน์ได้ ถ้าเป็นวาจาที่จริงต่ออรรถต่อธรรม วาจานั้นเป็นสำเนียงบอกภาษาทำให้คนรู้จักได้ดังภาษิตว่า “สำเนียงบอกภาษา กิริยาบอกสกุล” แต่วาจาที่จะให้สำเร็จประโยชน์ได้นั้น ก็ต้องเป็นวาจาที่จริงต้องตามพระบาลีว่า สจฺจํ เว อมตา วาจา แปลว่า คำสัตย์เท่านั้นเป็นวาจาที่ไม่ตาย ทุกคนต้องการวาจาคือการพูดจาปราศัยที่จริงต่อเหตุผล และชอบวาจาที่ไพเราะเสนาะโสตด้วยกันทั้งสิ้น การไม่โกหกอวดอุตตริมนุษยธรรมอันไม่มีมูลความจริงต่อกันและกันนั้น  จึงเป็นการประพฤติที่ดีทางวาจา มีใจเป็นเครื่องรับรู้อารมณ์ต่างๆ และยึดเอาอารมณ์ที่คิดแล้ว บังคับให้แสดงออกทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง กรรมชั่วทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นทางกายและวาจานั้นคือจะปรากฎประจักษ์แก่มือ แก่เท้า แก่หู แก่ตา แก่ปากทั้งตนและผู้อื่นได้นั้นต้องมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจทั้งสิ้น ต้องตามนัยธรรมภาษิตที่มีมาในธรรมบทขุททกนิกายว่า

มโนปุพฺพงฺคม ธมฺมา   มโนเสฏฺฐา มโนมยา

มนสา เจ ปทุฏเฐน   ภาสติ วา กโรติ วา

ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ     จกฺกํว วหโต ปทํ.

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นสภาพถึงก่อน มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสำเร็จด้วยใจ หากชนมีใจรายแล้ว กล่าวอยู่ก็ดี กระทำก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขาเพราะทุจริตทั้ง ๓ ประการนั้น ประดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคผู้นำธุระไปอยู่ฉะนั้น

นี่พอจะชี้ให้เห็นแล้วว่าธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสำเร็จด้วยใจ คือใจเป็นสภาพของเจ้าเรือน มือจะทำอะไร ปากจะพูดอะไร เนื่องจากใจเป็นหัวหน้าเป็นใหญ่ สำเร็จเพราะใจ เมื่อชนมีใจดี การกล่าวและการกระทำทั้งสองประการนี้ก็ดีไปตาม ถ้าใจชั่วร้าย การกล่าวและการกระทำก็ชั่วร้าย เขาย่อมลำบากเพราะผลกรรมอันเป็นกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ย่อมติดตามเขาไป ล้อแห่งเกวียนหมุนไปตามรอยเท้าแห่งโค ลากเกวียนไปอย่างไม่ลดละจนไปถึงที่หมายได้ข้อนี้ฉันใด บาปกรรมอันชั่วร้ายก็ย่อมติดตามคนชั่วไปจนถึงที่นั่นฉันนั้น เมื่อคนมีใจดีการกล่าวและการกระทำก็ดีไปตามกัน ธรรมที่เป็นกุศลทั้งหลายก็ยังมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นสภาพประเสริฐ สำเร็จแล้วด้วยใจ สุขเท่านั้นย่อมตามเขาไป เพราะสุจริตทั้ง ๓ ประการ คือ กายก็เป็นกายสุจริต วาจาก็เป็นสภาพที่สุจริต และใจก็เป็นธรรมชาติที่สุจริต เงาย่อมติดตามตัวคนไปทุกวิถีก้าว แม้คนจะยืนมันก็ยืนตาม จะนอนมันก็นอนตาม จะนั่งมันก็นั่งตาม จะทำอะไรต่ออะไรมันก็ทำตามเราได้ทุกวิถีทาง ข้อนี้ฉันใด บุญกุศลคือความสุขก็ย่อมติดตามชนผู้มีใจดี กล่าวดี กระทำดี ไปฉันนั้น จึงต้องตามวจนประพันธ์ธรรมภาษิตที่มาในธรรมบทขุททกนิกายว่า

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา    มโนเสฏฺฐา มโนมยา

มนสา เจ ปสนฺเนน     ภาสติ วา กโรติ วา

ตโต นํ สุขมเนฺวติ     ฉายาว อนุปายินี.

ธรรม (ที่เป็นกุศล) ทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐ สำเร็จด้วยใจหากคนมีใจผ่องใส กล่าวอยู่ก็ดี กระทำอยู่ก็ดี สุขย่อมไปตามเขาเพราะสุจริต๓ ประการนั้น ประดุจเงามีปกติตามตัวฉะนั้น

ชี้ให้เห็นว่าคนกล่าวดีก็เพราะใจดี ทำดีก็เพราะใจดี สุขอันเป็นผลแห่งกรรมดีนั้น ย่อมติดตามเขาไป แม้เขาจะยืนเดินนั่งนอนก็ได้รับความสบาย คนทั่งหลายย่อมชอบการคิดดี ไม่คิดพยาบาทปองร้ายกันเป็นต้น จึงไม่ควรทำความเดือดร้อนให้ต่อกันและกัน เช่นนี้จึงชื่อว่าเป็นการประพฤติดีทางใจ การรักษาตัวคือสังวรระวังตัวให้ปรกติจากการประพฤติผิดทางกาย วาจา และใจ ทั้ง ๓ ทวารนี้ ชื่อว่า ศีล ความจริงพระพุทธพจน์มีอยู่ว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว สีลํ วทามิ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นศีล ดังนี้ หมายความว่า ความจงใจเว้นจากการกระทำชั่วเว้นจากการพูดชั่ว เว้นจากการคิดชั่ว จึงจะชื่อว่าเป็นปรกติ เป็นตัวศีลได้

สมาธิ คือการทำใจให้นิ่ง แม้ใจจะนิ่งได้ก็เพราะศีลเป็นเบื้องต้น ศีลจึงเป็นที่ตั้งคือเป็นบาทวิถีเบื้องต้นของสมาธิ การทำใจให้นิ่งที่เรียกว่าสมาธินั้นแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทบ้าง ๓ ประเภทบ้าง ตามกิจแห่งอารมณ์นั้นๆ ที่แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทนั้น คือ อุปจารสมาธิ สมาธิเป็นแต่เฉียดๆ ประการหนึ่ง อปฺปนาสมาธิ  สมาธิอันแน่วแน่ประการหนึ่ง การทำใจให้นิ่งชั่วครั้งชั่วคราว คือมีอารมณ์เดียวชั่วขณะใดขณะหนึ่ง ไม่ดิ่งลงไปแท้ เป็นแต่เพียงเฉียดๆ ชื่อว่าอุปจารสมาธิ การทำใจให้แน่วแน่ลงไป คือมีอารมณ์เดียวให้ตลอดไป ดิ่งลงไป สุขุมลงไปกว่าอุปจารสมาธิ ชื่อว่าอัปปนาสมาธิ ที่แบ่งออกเป็น๓ ประเภทนั้นคือ  (๑) สุญฺญตสมาธิ การทำใจให้นิ่งจากความว่างเปล่า ได้แก่ว่างเปล่าจากราคะ ความกำหนัดยินดี ว่างเปล่าจากโทสะ ความโกรธประทุษร้าย ว่างเปล่าจากโมหะความหลงใหล (๒) อนิมิตฺตสมาธิ  การทำใจให้นิ่งจากเรื่องหมายได้แก่ไม่มีเครื่องหมายกล่าวคือ ราคะ โทสะ โมหะ (๓) อปฺปณิหิตสมาธิ การทำใจให้นิ่งจากที่ตั้ง กล่าวคือ การไม่มีราคะ โทสะ และโมหะเป็นที่ตั้ง สมาธิดังกล่าวนี้ย่อลงได้เป็น ๒ ประการคือ สมาธิของสามัญชนประการหนึ่ง สมาธิของอริยชนประการหนึ่ง

ปัญญา แปลว่าความรู้ทั่ว กล่าวคือการรู้เหตุและผลตามความเป็นจริงรู้ว่ามีเหตุดี จึงมีผลดี หรือรู้เหตุเป็นมาแล้วว่าไม่ดี ผลจึงไม่ดี หรือเหตุเป็นเช่นนั้นผลจึงเป็นเช่นนี้ ผลเป็นเช่นนี้เหตุจึงเป็นเช่นโน้นเป็นต้นอย่างถูกต้อง ปัญญานั้นก็แบ่งได้เป็น ๒ ประเภทคือ โลกิยปัญญา ปัญญาอันเป็นวิสัยของโลกิยมหาชนประเภทหนึ่ง โลกุตตรปัญญา ปัญญาอันพ้นวิสัยของโลกิยมหาชน คือเป็นปัญญาของพระอริยเจ้าประเภทหนึ่ง ดังกล่าวมานี้ชื่อว่าธรรมเป็นเครื่องอยู่ของภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุผู้มีธรรม มีสติ มีความไม่ประมาท มีความรู้ดังกล่าวแล้วนั้น ย่อมละความยึดมั่นต่อสภาพธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย ต่อสภาพธรรมที่เกิดในเบื้องต้นแปรปรวนในท่ามกลาง หมดลงในที่สุดนั้น คือไม่ยึดถือว่าเป็นของ ของเรา เพราะเป็นธรรมดาแห่งสภาวธรรมที่เกิดจากเครื่องปรุงแต่ง อันสิ่งที่ธรรมสร้างขึ้นมาเป็นสังขารหาใจครองมิได้ ย่อมเป็นสภาพที่สวยสดงดงามก็มี สิ่งที่เป็นสังขารมีใจครองย่อมเป็นผู้แต่งเขาเองให้สวยสดงดงามบ้างก็มี สิ่งสวยงามจากธรรมชาติก็ดี จากสัตว์ทั้งหลายก็ดี ย่อมเป็นสิ่งที่ตรึงตาตรึงใจ เป็นเครื่องผูกมัดจิตใจให้เข้าไปผูกพันไว้ เมื่อมีจิตใจผูกพัน เขาย่อมยึดว่าสิ่งที่ตนได้สมปรารถนานั้นเป็นของข้าพเจ้าทั้งหมด ชื่อว่าความยึดมั่นถือมั่น ภิกษุผู้มีธรรม มีสติ มีความไม่ประมาท มีความรู้เป็นเครื่องรักษาตนแล้วย่อมละความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าเขา ว่าของเรา ว่าของเขา เหล่านี้เสียได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็ย่อมชื่อว่าพึงละชาติ คือ ความเกิด ชราคือความแก่เฒ่าคร่ำคร่าทรุดโทรม โสกะคือความเศร้าโศกเสียใจ ปริเทวนาคือการคร่ำครวญและทุกข์คือความไม่สบายกายสบายจิตในโลกนี้เสียได้เรื่อยไป สมดังนัยธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นนั้นว่า

เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต

ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ

ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ

อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกขํ

ภิกษุมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ มีสติไม่ประมาท

เป็นผู้รู้ละความถือมั่นว่าของเราได้แล้วเที่ยวไป

พึงละชาติ ชรา โสกะ ปริเทวะ และทุกข์ในโลกนี้ได้.

ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ฯ

=====

เรียบเรียงโดย Jamjung.com

ที่มา

http://www.xn--12c9b1aha5ai6e7a.com/2013/06/form-kratoo-thamtho.html

http://www.anttv.org/index.php?option=com_content&view=article&id=165:2013-06-10-03-58-40

http://www.watthaimn.com/articles/224547/igetweb-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1.html

กระทู้ธรรม การเขียนกระทู้ธรรม ตรี โท เอก และตัวอย่างมากมาย

ตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรมชั้นโท ดังนี้จ๊า

กระทู้ธรรมชั้นตรี วิธีเรียงความแก้กระทู้ธรรม

http://variety.siam55.com/data/6/0387-1.html

กระทู้ธรรมชั้นโท ตัวอย่าง เรียงความแก้กระทู้ธรรมชั้นโท
http://variety.siam55.com/data/6/0388-1.html

กระทู้ธรรมชั้นเอก

http://variety.siam55.com/data/6/0389-1.html

หัวข้อน่าสนใจ

Leave a comment

You must be Logged in to post comment.